BANGKOK
กทม.ส่งเสริมความรู้นักเรียนในสังกัดเพิ่ม ภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันสื่อออนไลน์อัปทักษะAI
กรุงเทพฯ-นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา (สนศ.) กทม. กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนในสังกัด กทม. เกี่ยวกับการรู้เท่าทันและใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์ สื่อดิจิทัล (Digital Media) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่า กทม. มีแนวทางการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีของผู้เรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการรู้เท่าทันสื่อด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามช่วงวัย ประกอบด้วย (1) ระดับอนุบาล - ประถมศึกษาตอนต้น (ป.1 - ป.3) โดยส่งเสริมการตระหนักรู้ตนเองบนโลกออนไลน์ ความปลอดภัยพื้นฐาน ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว และไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าออนไลน์ (2) ระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4 - ป.6) ส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การบริหารเวลาการใช้หน้าจอที่เหมาะสม (Screen Time) การรับมือกับการระรานทางไซเบอร์ (Cyberbullying) และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความตระหนักว่า AI คือ เทคโนโลยีที่เรียนรู้จากมนุษย์ และสามารถให้ข้อมูลที่ผิดได้ (AI Hallucination) รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เผยแพร่บนสื่อออนไลน์จะคงอยู่ตลอดไป (Digital Footprint) และส่งผลต่ออนาคต (3) ระดับมัธยมศึกษา (ม.1 - ม.6) โดยเสริมสร้างการใช้ประโยชน์จาก AI และสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ การเคารพสิทธิผู้อื่น (PDPA/ลิขสิทธิ์) และความปลอดภัยทางการเงินออนไลน์ รู้เท่าทันกลโกงที่แฝงมาในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงให้ผู้เรียนรู้จักที่จะตั้งคำถามกับ AI โดยบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับทุกรายวิชา พัฒนาครูที่ผ่านการโค้ช และมุ่งเน้นให้นักเรียนคิดหาคำตอบด้วยตนเองจากภารกิจที่ครูมอบหมาย และปรึกษา AI ในฐานะโค้ช ที่ปรึกษา หรือเพื่อนร่วมทีม ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ครูกำหนด และให้นักเรียนตรวจสอบคำตอบของ AI รวมถึงพัฒนาการคิดวิจารณญาณจากคำตอบของ AI และนำข้อเสนอแนะของ AI ที่ผ่านการตรวจสอบด้วยตนเองแล้วมาปรับปรุงพัฒนางานของตนเอง ทั้งนี้ กทม. ได้คำนึงถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยด้านการสร้างความเป็นธรรม AI ต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาครู และนักเรียนทุกคนให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนด้านความรับผิดชอบ ส่งเสริมให้ครูและนักเรียนใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ส่วนรวม และสังคม โดยส่งเสริมให้ครูและนักเรียนใช้ AI อย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบและสามารถอธิบายกระบวนการทำงานได้อย่างชัดเจน และระบุถึงการใช้ AI ในงานด้วยทุกครั้ง
ขณะเดียวกัน กทม. ได้ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการส่งเสริมผู้บริหารสถานศึกษาพัฒนาแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการเทคโนโลยี ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีการศึกษา มาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบดูแลการใช้สื่อออนไลน์ และการใช้ AI ของนักเรียนอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และยั่งยืน ซึ่ง กทม. ได้นำเครื่องมือคอมพิวเตอร์พกพก (Chromebook) ใช้จัดการเรียนการสอนร่วมกับแพลตฟอร์ม Google Workspace for Education ที่สามารถจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนแบบออนไลน์ และสามารถปิดกั้นการใช้งานสื่อที่ไม่เหมาะสมได้ ส่วนการส่งเสริมความรู้ด้าน ICT literacy และความตระหนักรู้จากภัยไซเบอร์สำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัด ได้รับความร่วมมือจากจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากหลากหลายแห่ง อาทิ ศูนย์ ชัวร์ก่อนแชร์(สำนักข่าวไทย อสมท) สมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลเทคโนโลยี (D-Tech) AIS LINE (ประเทศไทย) ETDA และ DSI ในการให้ความรู้ เสริมทักษะการรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ตระหนักถึงภัยอันตรายในโลกไซเบอร์ รู้จักการป้องกันตัวเองในการใช้สื่อออนไลน์และสามารถใช้งานดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย สู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้โรงเรียนในสังกัด กทม. จัดทำแผนสื่อสาร เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ปกครองให้ร่วมกันสอดส่องดูแลและติดตามความประพฤติของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ตามประกาศแนวทางการ มาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) โรงเรียนสังกัด กทม. ณ วันที่ 13 มี.ค. 69 รวมถึงได้จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน เพื่อสื่อสารและสร้างความตระหนักในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในโรงเรียนจะต้องปฏิบัติตามมาตรการ ดังนี้ (1) การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องได้รับอนุญาตจากครูให้ใช้ในการเรียนรู้ และติดต่อกับผู้ปกครองเท่านั้น (2) ปิดเครื่องและนำไปฝากครู โดยใช้วิธีการจัดเก็บตอนเช้าและรับคืนตอนเย็น ตามข้อกำหนดของโรงเรียน (3) โรงเรียนจัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการเทคโนโลยี เช่น ห้องแลปคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์พกพา เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ (4) โรงเรียนจัดทำแผนการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง และ (5) โรงเรียนประชาสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์กลาง และกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองติดต่อกับนักเรียนในกรณีที่จำเป็น หรือฉุกเฉิน โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างการนำแนวทางปฏิบัติไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละโรงเรียน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ หลังจากโรงเรียนนำมาตรการดังกล่าวไปปรับใช้ในภาคเรียนที่ 1/2569 สนศ. ได้ติดตามผลการนำมาตรการไปใช้ในโรงเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามมาตรการฯ ได้เป็นอย่างดี จากการสังเกตของครู พบว่านักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนมากขึ้น ได้ใช้เวลาว่างทำการบ้าน เล่นของเล่นพัฒนาทักษะการคิด และมีส่วนร่วมทำกิจกรรมจิตอาสามากยิ่งขึ้น ส่วนการจัดเก็บมือถือ จากการสอบถามนักเรียนบางส่วนพบว่า ไม่กังวลกับการสูญหายและชำรุด เนื่องจากอยู่ในสถานที่ปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของครู ในภาพรวมของมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้นักเรียนมีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น ช่วยฝึกให้รู้จักการแบ่งเวลาอย่างเหมาะสม รวมถึงสร้างสมดุลการเรียนรู้ และสุขภาวะของนักเรียนที่ดีขึ้น
