SUSTAINABILITY

ยุคของแพงแซงสิ่งแวดล้อม เผยคนไทย  45%กังวลค่าครองชีพพุ่งอันดับ1รอบ3ปี



กรุงเทพฯ-ผลการศึกษาระดับประเทศล่าสุดโดยมาร์เก็ตบัซซ (Marketbuzzz) ร่วมกับวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของทัศนคติคนไทย ท่ามกลางภาวะกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง แต่ยังมุ่งมั่นและให้ความสำคัญประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษครองแชมป์ความกังวลอันดับ 1 ของคนไทยมาโดยตลอด โดยผลสำรวจล่าสุดในเดือนเมษายน 2569 ในกลุ่มตัวอย่าง 805 คนทั่วประเทศ กลับพบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ "ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น" ขยับขึ้นมาเป็นความกังวลอันดับ 1 (45%) แซงหน้าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตามมาติดๆ ในอันดับ 2 (43%) จากการสำรวจทั่วประเทศประจำปีโดย Marketbuzzz ร่วมกับวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อย่างไรก็ตาม คนไทยไม่ได้ละทิ้งความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม แม้ภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจะตึงตัว แต่ความต้องการสนับสนุนบริษัทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลับเพิ่มสูงขึ้น โดย 72% ระบุว่า "คนไทยพร้อมสนับสนุนแบรนด์รักษ์โลกอย่างแน่นอน" ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 66% ในปี 2568 ถือเป็นสถิติที่สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจ สะท้อนถึงค่านิยมด้านความยั่งยืนยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย แม้จะต้องเผชิญกับยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

คนไทยแบกรับความกดดัน แต่ไม่ละทิ้งความใส่ใจสิ่งแวดล้อม

อันดับความกังวลโดยรวมสะท้อนถึงความเครียดด้านการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าแพงขึ้น (45%) ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม (35%) การทุจริตคอร์รัปชันภาครัฐ (30%) และปัญหาว่างงาน (26%) ชี้ให้เห็นว่าประชาชนกำลังดิ้นรนกับสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาอาชญากรรม การจราจร และระบบสาธารณสุข ยังติดอยู่ใน 10 อันดับแรกเช่นกัน

ทว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้หายไปจากความกังวลระดับชาติ โดยยังคงรั้งอันดับ 2 และหากดูแนวโน้มย้อนหลัง 5 ปี ประเด็นนี้ยังคงเป็นความกังวลหลักของคนไทยในทศวรรษนี้ ผลลัพธ์ในปี 2569 จึงไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาค่าครองชีพได้ส่งผลกระทบอย่างหนักจนกลายเป็นความกังวลเร่งด่วนของคนไทยในขณะนี้ 

ช่องว่างระหว่าง "ความกังวล" และ "การลงมือทำ" ยังกว้าง

แม้ 61% จะตระหนักดีว่าสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต แต่การลงมือทำจริงยังจำกัดอยู่แค่พฤติกรรมที่สะดวกและง่ายดาย โดยสิ่งที่คนไทยทำบ่อยที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน (51%) และพกถุงผ้าไปซื้อของ (44%) ส่วนการรีไซเคิลขยะ (43%) และการแยกขยะ (41%) ก็เป็นสิ่งที่ทำกันทั่วไปพอสมควร

ส่วนพฤติกรรมที่ต้องใช้ความพยายามหรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมากขึ้นกลับมีสัดส่วนน้อย มีเพียง 31% ที่ปฏิเสธการรับถุงพลาสติกจากร้านค้า และเพียง 25% ที่เลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างความใส่ใจและการลงมือทำจริงยังไม่สามารถลดช่องว่างนี้ลงได้อย่างชัดเจน

สำหรับแนวโน้มในอนาคต คนไทยมองโลกในแง่ร้ายมากกว่าแง่ดี โดย 47% เชื่อว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเลวร้ายลงในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่มีเพียง 26% เท่านั้นที่คิดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

แบรนด์รักษ์โลก: จุดสว่างท่ามกลางวิกฤต

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในปี 2569 คือ ความเต็มใจของคนไทยที่พร้อมสนับสนุนองค์กรที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมพุ่งสูงถึง 72% เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2568 (66%) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกละทิ้งแม้อยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ คนไทยยังคงมีจิตสำนึกรักษ์โลกควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน

สำหรับองค์กรที่คนไทยมองว่าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ปตท. (PTT) นำมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 75% ตามมาด้วย ทรู/ดีแทค (True/dtac) 72%, ซัมซุง (Samsung) 60% และ เอไอเอส (AIS) 59% นอกจากนี้ บางจาก, 7-Eleven, โตโยต้า และโลตัส ยังเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในสายตาประชาชนเช่นกัน

มร. แกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Marketbuzzz กล่าวว่า "ผลสำรวจนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไทยเลิกใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการปรับตัวรับมือภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ การที่ยอดสนับสนุนแบรนด์รักษ์โลกเพิ่มขึ้นสวนทางกับกำลังซื้อที่ลดลง เป็นสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังไม่ยอมแพ้เรื่องความยั่งยืน เพียงแต่พวกเขากำลังมองหาแบรนด์ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และช่วยให้เขาสามารถรักษ์โลกได้จริงในชีวิตประจำวัน"

ปัญหาสิ่งแวดล้อมอะไรที่คนไทยกังวลมากที่สุด?

เมื่อเจาะลึกถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ภาวะโลกร้อน (53%) และ มลพิษทางอากาศ (51%) นำมาเป็นอันดับต้นๆ รองลงมาคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (27%), ภัยแล้ง (27%) และ น้ำท่วม (25%) ส่วนสาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศ คนไทยมองว่าเกิดจากการเผาขยะและการเผาทางการเกษตร (46%) มากที่สุด ตามด้วยควันไอเสียจากรถยนต์ (40%)

ด้าน ศ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า "การที่คนไทยยังคงห่วงใยสิ่งแวดล้อมแม้ต้องเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าเราตระหนักถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง แต่ช่องว่างระหว่าง 'ความกังวล' กับ 'การลงมือทำ' ที่ยังกว้างอยู่ เป็นตัวสะท้อนว่าเราต้องการระบบสนับสนุนที่ดีกว่านี้ เพื่อช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนความตระหนักรู้เป็นการกระทำได้จริง นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของวิทยาลัยโลกคดีศึกษาที่มุ่งเน้นการติดอาวุธทางความรู้ ทักษะ และกระบวนการทางความคิด เพื่อให้สังคมพร้อมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ต่อไป"