POLITICS

ทล.กระชากหน้ากาก'นักขนเถื่อนวัยเก๋า' โชกโชนรับจ้างขนข้ามชาติหวังเงินหัวคิว



ปราจีนบุรี-เจาะลึกภัยความมั่นคง! ตำรวจทางหลวงกระชากหน้ากาก “นักขนเถื่อนรุ่นเก๋า” รับจ้างส่งข้ามชาติข้ามสัญชาติหวังเงินหัวคิว พบประวัติโชกโชนไม่เข็ดหลาบ

ปราจีนบุรี– กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องจับตา เมื่อ “ความมั่นคงของชาติ” ถูกท้าทายโดยขบวนการขนแรงงานเถื่อนที่ยังคงฝังรากลึกและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ล่าสุด ตำรวจทางหลวง (CIB) ได้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายบนทางหลวงหมายเลข 33 อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว โดยสามารถรวบตัว “ผู้รับจ้างขน” วัย 63 ปี ที่มีประวัติอาชญากรรมในคดีลักษณะเดียวกันมาอย่างยาวนาน สะท้อนให้เห็นถึงวงจรธุรกิจมืดที่ยังคงมีช่องว่างให้ผู้กระทำผิดฉกฉวยโอกาส

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  สถานีตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจทางหลวง(ปราจีนบุรี – สระแก้ว)   โดย   ว่าที่ พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. แจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี-สระแก้ว และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดปราจีนบุรี สนธิกำลังสกัดจับขบวนการลักลอบนำคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย บริเวณทางหลวงหมายเลข 33 หรือ ถนนสายสุวรรณศร (สระแก้ว – ปราจีนบุรี)  กม.254 ต.ท่าเกษม อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. นำโดย ว่าที่ พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อยตามปกติ แต่ด้วยสัญชาตญาณและความชำนาญในพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เชฟโรเลตสีเทา หมายเลขทะเบียน กต 4xx3 สระแก้ว ขับผ่านด้วยอาการ “ช่วงล่างทรุด” และตัวรถกระเด้งกระดอนผิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญของรถที่บรรทุกน้ำหนักเกินเกณฑ์หรือมีการลักลอบขนคนโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อเข้าตรวจสอบ นายเสงี่ยม (นามสมมติ) อายุ 63 ปี คนขับรถแสดงอาการพิรุธชัดเจน ทั้งเหงื่อแตกและท่าทางลุกลี้ลุกลน เมื่อเปิดประตูรถก็พบหญิงชาวกัมพูชาโดยสารมาด้วยโดยไม่มีเอกสารการเข้าเมืองใดๆ เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า “ถนนหลวง” ยังคงเป็นเส้นทางหลักที่ขบวนการมืดใช้ลำเลียงคนเข้าสู่ชั้นในของประเทศ

จากการขยายผลเชิงลึก เจ้าหน้าที่ถึงกับต้องกุมขมับ เมื่อพบว่านายเสงี่ยมไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างขนทั่วไป แต่เป็น “มืออาชีพ” ที่รับงานจากนายหน้าข้ามชาติชื่อ “นายพร” โดยทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางขนแรงงานข้ามชาติ ทั้งพม่า กัมพูชา จีน และคนผิวสี จากชายแดน อ.วัฒนานคร เข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยได้รับค่าตอบแทนหัวละ 1,500 – 3,000 บาท

ประวัติที่ผ่านมาของนายเสงี่ยมบ่งบอกถึงความย่ามใจและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เขาเคยถูกจับกุมในฐานความผิดช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวมาแล้วถึง 2 ครั้ง คือในปี 2555 ที่ สภ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี และปี 2565 ที่ สภ.วังคู จ.ฉะเชิงเทรา แต่ความสูญเสียจากบทเรียนในอดีตกลับไม่สามารถหยุดยั้งพฤติกรรมนี้ได้ ทำให้เห็นว่าผลกำไรจากธุรกิจมืดนี้มีมูลค่าสูงพอที่จะดึงดูดให้ผู้กระทำผิดยอมเสี่ยงติดคุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะนี้ นายเสงี่ยมถูกดำเนินคดีในข้อหา “ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” ส่วนหญิงชาวกัมพูชาถูกดำเนินคดีฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” และเข้าสู่กระบวนการผลักดันออกนอกประเทศตามขั้นตอน

การจับกุมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการจัดการกับผู้ต้องหา แต่เป็นการสะท้อนถึง “ภัยความมั่นคง” ที่แฝงตัวมาในรูปแบบของแรงงานเถื่อน ซึ่งหากไม่กวดขันอย่างเข้มงวด อาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติหรือการค้ามนุษย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม การบูรณาการกำลังระหว่างตำรวจทางหลวงและตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงถือเป็นด่านหน้าสำคัญที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไว้ได้

นับว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงในครั้งนี้ถือเป็นการปิดช่องโหว่ความมั่นคงได้อย่างทันท่วงที ในมุมมองของ การปราบปรามขบวนการขนคนเถื่อน ควรเน้นการสกัดกั้นที่ชายแดนหรือการเข้มงวดตรวจตราบนเส้นทางหลักภายในประเทศมากกว่ากัน?

มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี