POLITICS
วิกฤตการณ์น้ำเน่าเสียใน'คลองชวดโพธิ์' ซ้ำเติมความเชื่อมั่นคนปราจีนฯต่ออีอีซี
ปราจีนบุรี - เหตุการณ์นี้ปะทุขึ้นในจังหวะเวลาสำคัญที่รัฐบาลกำลังพิจารณายกระดับจังหวัดปราจีนบุรีให้เป็นจังหวัดที่ 4 ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเดิมทีมีเขตนิคมอุตสาหกรรมหนาแน่นในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ์อยู่ก่อนแล้ว ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักจากภาคประชาชนที่เคยบุกไปรวมตัวหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงความกังวลต่อการขยายตัวของมลพิษอุตสาหกรรมมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งขณะนี้ทางรองนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างนำเสนอเรื่องดังกล่าวให้นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ตามรายละเอียดที่นำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ นั้น

เมื่อเวลา 21.50 น. วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน จาก จ.ปราจีนบุรี ความคืบหน้าล่าสุดว่า นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้สั่งการด่วนให้นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการร่วมกับนายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายชูชาติ พัฒน์ศรัทธา นายอำเภอศรีมโหสถ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อประเมินสถานการณ์และเร่งสกัดกั้นผลกระทบต่อแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภคและการเกษตรของชาวบ้าน 5 หมู่บ้าน (หมู่ 3 - หมู่ 7 ต.โคกไทย) อย่างเร่งด่วน
จากรายงานของที่ว่าการอำเภอศรีมโหสถ ที่ ปจ ๐๓๑๘/ พิเศษ ลงวันที่กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากการที่ นายปริญญา มารวย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลโคกไทย ได้แจ้งเหตุพบน้ำเสียส่งผลให้ปลาตายเป็นจำนวนมากในคลองหนองแสง คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทางกายภาพพบว่าสภาพน้ำในคลองมีสีดำคล้ำ น้ำนิ่งสนิท และส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนแสบจมูก

ทางอำเภอศรีมโหสถจึงได้ทำหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จปราจีนบุรี(ปภ.จว.ปราจีนบุรี) ขอกำลังสนับสนุนเรือท้องแบนจำนวน 2 ลำ พร้อมผู้ควบคุมเรือและเสื้อชูชีพ 15 ตัว เพื่อให้ นายจีระศักดิ์ ไชยวรณ์ ปลัดอำเภอศรีมโหสถ เป็นผู้ประสานงานหลัก นำกลุ่มจิตอาสาเร่งช้อนซากปลาเน่าออกจากลำคลองทั้งหมดเพื่อนำไปฝังกลบตามหลักสุขาภิบาล ไม่ให้เน่าหมักหมมซ้ำซ้อนและสร้างมลพิษทางอากาศเพิ่มเติม
นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกผ่านการสัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์น้ำเสียครั้งนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ แต่มีลักษณะแอบทิ้งสะสมมานานจนกลายเป็นชั้นน้ำเน่าใต้ดิน ทว่าความจริงเพิ่งมาปรากฏเนื่องจากจังหวัดมีนโยบายสั่งการให้ อบต.โคกไทย ดำเนินการขุดลอกคูคลองเพื่อเตรียมแก้วิกฤตน้ำท่วมให้แก่ชาวบ้านล่วงหน้า แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการขุดลอกลึกลงไป กลับไปเจอชั้นน้ำเสียสีดำสนิทและซากปลาจำนวนมหาศาลที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ระบบน้ำเดิม
ในการสืบสวนหาตัวการที่ทำให้ระบบนิเวศล่มสลาย คณะตรวจสอบได้ตั้งข้อสันนิษฐานมุ่งเป้าไปที่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ "ปมน้ำกากส่าล้นทะลัก" ที่เกิดจากเกษตรกรในพื้นที่บางส่วนนำของเสียพลอยได้จากโรงงานผลิตเอทานอลมาใส่ในพื้นที่การเกษตรเพื่อปรับปรุงดินตามความเชื่อ แล้วถูกฝนตกหนักชะล้างสารอินทรีย์เข้มข้นลงสู่ลำคลอง
และ "ปมเล่ห์เหลี่ยมโรงงานมักง่าย" ซึ่งเป็นข้อสงสัยหลักและเป็นประเด็นที่รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ให้ความสำคัญสูงสุดเนื่องจากน้ำมีกลิ่นสารเคมีฉุนกึกเกินธรรมชาติ โดยระบุว่า
"ผมสันนิษฐานว่า น่าจะมีการใช้รถบรรทุกลักลอบขนน้ำเสียสารเคมีอันตรายเข้ามาเททิ้งผสมโรง เพราะน้ำมีลักษณะดำจัดและกลิ่นเคมีฉุนรุนแรงเกินธรรมชาติ ประกอบกับจุดนี้เป็นเส้นทางเปลี่ยว คนไม่พลุกพล่าน เป็นเล่ห์เหลี่ยมมักง่ายของกลุ่มทุนที่ต้องการลดต้นทุนการบำบัดน้ำเสีย โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน"
อย่างไรก็ตาม การสืบสวนในขณะนี้มีความซับซ้อนและท้าทาย เนื่องจากพื้นที่รอบคลองชวดโพธิ์และคลองหนองแสงในรัศมีใกล้เคียงไม่มีโรงงานตั้งอยู่โดยตรง และในพื้นที่จุดเกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรอันเป็นอุปสรรคสำคัญในการตามรอยรถต้องสงสัย
เพื่อไม่ให้มลพิษไหลทะลักกลืนกินพื้นที่ปลายน้ำจนพังพินาศไปมากกว่านี้ จังหวัดปราจีนบุรีได้ประกาศมาตรการฉุกเฉิน 5 ด้าน สั่งการให้หน่วยงานแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ล่าตัวคนผิดทันที ประกอบด้วย
1. อบต.โคกไทย บล็อกน้ำเน่า: สั่งปิดท่อระบายน้ำเชื่อมต่อทั้งหมดเพื่อกักมลพิษ และผันน้ำเสียไปพักในที่ดินของเอกชนข้างเคียงที่ยินยอม โดยวางระบบรอน้ำใหม่มาเจือจาง
2. อำเภอศรีมโหสถ ระดมฝังกลบซาก: นำกำลังจิตอาสาช้อนซากปลาทั้งหมดไปฝังกลบป้องกันการเน่าหมักหมมซ้ำซ้อน
3. ฝ่ายปกครอง ตั้งเวรยาม 24 ชั่วโมง: สั่งการกำนันและผู้ใหญ่บ้านจัดทีมลาดตระเวนและซุ่มตรวจตราพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง สกัดกั้นรถขนของเสียอุตสาหกรรมที่อาจย่องมาแอบเททิ้งซ้ำในทางเปลี่ยว
4. ทสจ. จับมือสิ่งแวดล้อมสระบุรี ตรวจแล็บหาฆาตกรเคมี: ประสานสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจหาค่าสารโลหะหนักและเคมีพิษเชิงลึก นำมาใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มัดตัวผู้กระทำความผิด
5. อุตสาหกรรมจังหวัด ปูพรมเช็กบิลโรงงานกลุ่มเสี่ยง: ส่งทีมเจ้าหน้าที่บุกตรวจระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดในรัศมีใกล้เคียงอย่างละเอียดเชิงลึก เพื่อดูว่ามีรายใดแอบปล่อยของเสียหรือลักลอบขนสารเคมีออกมาทิ้งภายนอก โดยจะนำค่าน้ำจากห้องปฏิบัติการไปเปรียบเทียบหาความเชื่อมโยง
ทางด้าน นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ได้ลั่นวาจาด้วยท่าทีเด็ดขาดขึงขังว่า ปัญหานี้ทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างรับไม่ได้ หากผลแล็บชี้ชัดว่าสารพิษมาจากน้ำมือใคร จะลากคอมาดำเนินคดีตามกฎหมายลงโทษขั้นสูงสุด ทั้งตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม, พ.ร.บ.สาธารณสุข และ พ.ร.บ.โรงงาน โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างความมักง่ายสืบไป ขณะที่ นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 ระบุว่าตนพบความผิดปกติและเสียงร้องเรียนของชาวบ้านมา 3-4 วันแล้ว และจะเกาะติดเรื่องนี้แบบกัดไม่ปล่อยเพื่อทวงความเป็นธรรมให้ชาวหนองแสงและโคกไทยให้ถึงที่สุด
วิกฤตคลองชวดโพธิ์ในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น แต่กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรีในด้านการควบคุมมลพิษ ความโปร่งใส และการจัดการภาคอุตสาหกรรม ก่อนที่ผู้นำประเทศจะตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะยกระดับพื้นที่แห่งนี้เข้าสู่โครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC หรือไม่ ท่ามกลางสายตาของภาคประชาชนที่เฝ้ารอคำตอบอย่างใกล้ชิด
มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี
