SUSTAINABILITY
เปิดแผนกู้ชีพ'คลองหนองแสง'เน่าเสีย เร่งระดมจุลินทรีย์ดึงน้ำดีคืนถิ่นกว่า80%
ปราจีนบุรี – จากกรณีโศกนาฏกรรมทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในดินแดนประวัติศาสตร์อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อลำคลองสายสำคัญอย่างคลองหนองแสง ในพื้นที่ตำบลโคกไทย ต้องเผชิญกับคลื่นมลพิษปริศนาจนน้ำแปรสภาพเป็นสีดำสนิท ส่งผลให้ระบบนิเวศล่มสลายและมีปลาตายสิ้นใจเป็นจำนวนมหาศาล กระทบต่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรวงกว้างถึงห้าหมู่บ้านตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี โดย ว่าที่ร้อยตรี ทนงศักดิ์ สุวรรณเตมีย์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ได้รายงานความคืบหน้าการคลี่คลายสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้มอบหมายให้ นายสัญญา นามี รองผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการกำลังร่วมกับ นายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขตหนึ่ง พร้อมด้วยนายอำเภอศรีมโหสถ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด กองทัพ ฝ่ายปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบลโคกไทย และกลุ่มจิตอาสาภาคประชาชน ลงพื้นที่จัดกิจกรรมบำบัดฟื้นฟูระบบนิเวศเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ

ความคืบหน้าการกู้คืนสภาพลำคลองในปัจจุบัน หลังจากที่หน่วยงานท้องถิ่นได้ทำการปิดท่อระบายน้ำเพื่อบล็อกมลพิษ และระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวนสามเครื่อง สูบน้ำเน่าเสียออกจากคลองหนองแสงเป็นระยะทางยาวกว่าหนึ่งพันห้าร้อยเมตร พร้อมนำรถแบคโฮเปิดทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางแล้วเสร็จ ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางพลวงได้ทำการเปิดประตูน้ำแก้มลิงหนองแสง เพื่อผันมวลน้ำสะอาดลงมาขับไล่และเจือจางน้ำเสีย
ส่งผลให้จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำล่าสุด เนื้อน้ำเริ่มฟื้นตัวและมีสภาพดีขึ้นกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ คณะทำงานและจิตอาสาได้ร่วมกันฉีดพ่นจุลินทรีย์ชนิดน้ำจำนวนกว่าสามพันลิตร พร้อมโยนอีเอ็มบอลอีกสองร้อยห้าสิบชุดเพื่อเพิ่มค่าออกซิเจนในน้ำอย่างต่อเนื่อง
ย้อนรอยปมปริศนาการสืบสวนหาตัวการ “ฆาตกรเงียบ” ที่ทำลายผืนน้ำในครั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดเฉพาะกิจนำโดย นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้ลงพื้นที่สแกนจุดวิกฤตตั้งแต่หมู่ที่สามถึงหมู่ที่เจ็ดของตำบลโคกไทย จนพบความจริงอันน่าตกตะลึงว่า ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ หรือค่าดีโอ ดิ่งลงเหวจนกลายเป็นศูนย์ ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตไม่มีทางรอด โดยคณะตรวจสอบได้ตั้งข้อสันนิษฐานมุ่งเป้าไปที่สองประเด็นหลัก คือปมน้ำกากส่าเข้มข้นจากการเกษตรที่ถูกน้ำฝนชะล้างบ่าไหลลงลำคลอง และปมเล่ห์เหลี่ยมของโรงงานอุตสาหกรรมมักง่ายหรือกลุ่มทุนไร้สำนึก ที่ฉวยโอกาสใช้รถบรรทุกขนสารเคมีอันตรายและของเสียพิษมาลักลอบเททิ้งผสมโรงในจุดอับสายตาบริเวณคลองหนองแสง

เพื่อเดินหน้าเช็กบิลผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมมือกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่เจ็ด (สระบุรี) นำตัวอย่างน้ำเข้าห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจวิเคราะห์หาค่าโลหะหนักและสารปนเปื้อนเคมีเชิงลึก ขณะที่ทีมอุตสาหกรรมจังหวัดปูพรมบุกตรวจระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานกลุ่มเสี่ยงในรัศมีใกล้เคียงทั้งหมด โดยทางจังหวัดลั่นวาจาเด็ดขาดว่า หากผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดไปถึงบุคคลหรือผู้ประกอบการรายใด จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข และพระราชบัญญัติโรงงาน โดยลงโทษขั้นสูงสุดทั้งจำคุกและปรับให้เข็ดหลาบ
วิกฤตมลพิษทางน้ำที่ตำบลโคกไทยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาน้ำเสียเฉพาะหน้า แต่กลายเป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นคำถามข้อใหญ่ถึงระบบเฝ้าระวังของภาครัฐ ในวันที่จังหวัดปราจีนบุรีกำลังเติบโตสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีภาคอุตสาหกรรมหลั่งไหลเข้ามา คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพื่อพิสูจน์ให้ประจักษ์ว่า ปราจีนบุรีพร้อมจะเป็นเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับชาติ ที่สามารถปกป้องวิถีชีวิตของชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนแท้จริง
มานิตย์ สนับบุญ /ปราจีนบุรี
