SUSTAINABILITY

แปดริ้วเกิดปรากฎการณ์น้ำบางปะกง2สี ต้นตอจากท่อน้ำเสียบริษัทบิ๊กบ้านโพธิ์



ฉะเชิงเทรา-โลมาที่หายไปกับมวลน้ำสองสี ยังเกิดเป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องในลำน้ำบางปะกงตอนกลางช่วง อ.บ้านโพธิ์ ขณะชาวบ้านสายอนุรักษ์พื้นถิ่น อดีตผู้ประกอบการเรือพาเที่ยวชมโลมาเผย สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปอย่างมากทำโลมาขยาดไม่กล้าเข้าใกล้ปากอ่าวมานานนับสิบปี ส่วนอาชีพเลี้ยงปลากะพงในกระชังที่เคยโด่งดังขึ้นชื่อเป็นลำดับที่ 1 ของประเทศได้ล่มสลายสูญพันธุ์ไปนานเกินกว่า 10 ปีแล้ว

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.69 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณสะพานพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยากูร) ข้ามแม่น้ำบางปะกงใกล้กับที่ว่าการ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ยังคงเกิดปรากฏการณ์ แม่น้ำสองสีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีชาวบ้านให้ข้อมูลต่อผู้สื่อข่าวว่า มักจะพบเห็นปรากฎการณ์ได้อย่างเด่นชัดในช่วงกระแสน้ำไหลลงตามระดับน้ำทะเล และยังมีสิ่งที่หน้าแปลกใจอีกด้วยว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นแต่เฉพาะที่บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงแห่งนี้เท่านั้น

ขณะที่มวลน้ำจากตอนบน เหนือจากแนวสะพานขึ้นไปกลับมีสภาพของผิวน้ำที่เรียบ และสีของน้ำเป็นปกติเสมอกัน ไม่แดงขุ่นข้นสลับกับสีขาวนวลเหมือนกับฝั่งด้านใต้ของสะพาน จึงทำให้เกิดเป็นข้อสงสัยขึ้นมาว่า มวลน้ำที่มีสีสันผิดปกติเหล่านี้ จะถูกปล่อยระบายออกมาจากท่อระบายน้ำ ที่บริเวณใต้แนวของสะพานแห่งนี้หรือไม่ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ในขณะที่มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่รายหนึ่งเข้ามาก่อตั้งโรงงาน ได้เคยวางท่อระบายน้ำทิ้งออกมาจากโรงงานระยะทางกว่า 10 กม. จากในพื้นที่ ต.ลาดขวาง เพื่อมาระบายทิ้งลงสู่แม่น้ำบางปะกงในบริเวณจุดนี้ด้วย

ด้านนายปรีชา สุวรรณ์ อายุ 82 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา อดีตผู้ประกอบการเดินเรือพาเที่ยวชมโลมาและรับลอยอังคารบริเวณปากอ่าวแม่น้ำบางปะกง เล่าว่า ฝูงโลมาที่เคยเข้ามาล่าเหยื่อหาอาหารบริเวณปากอ่าวบางปะกงในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวเมื่อครั้งอดีต ไม่ได้เข้ามาในเขตลำน้ำบางปะกงมานานนับ 10 ปีแล้ว เนื่องจากลำน้ำมีปัญหาเกิดขึ้นหลายด้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของน้ำเสีย ที่ทำให้กุ้งปลาในแม่น้ำลดน้อยลง ประกอบกับขณะนี้เริ่มมีภาคอุตสาหกรรมและท่าเรือขนถ่ายสินค้าเข้ามาก่อตั้งในพื้นที่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีเรือขนาดใหญ่เข้ามาจอดในบริเวณปากอ่าวเป็นจำนวนมากด้วย

รวมถึงในปัจจุบัน การเลี้ยงปลากะพงในกระชังที่เคยมีเกษตรกรปักกระชังเลี้ยงกันจนเต็มแน่นตลอดแนวปากอ่าวทั้ง 2 ด้านของลำน้ำนั้นไม่มีแล้ว เพราะเกิดปัญหาน้ำเสียถูกระบายออกมาในแม่น้ำบ่อยครั้ง จึงทำให้อาหารของโลมาลดน้อยลงตามไปด้วย เพราะเศษปลาเหยื่อของปลากะพงที่หลุดรอดออกมาจากกระชังเลี้ยงนั้น ยังเป็นอาหารของปลาดุกทะเลและปลากดซึ่งเป็นอาหารสำคัญของโลมาด้วย เมื่อไม่ใครเลี้ยงปลากะพงแล้ว ปลาเหล่านี้ที่เคยเป็นอาหารของโลมาก็ไม่เข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากเหมือนเก่า จึงทำให้โลมาไม่เข้ามาด้วย

สาเหตุสำคัญก็คือน้ำในแม่น้ำบางปะกงเป็นน้ำเสีย ทำให้ปลากะพงตาย เมื่อเกษตรกรเลี้ยงแล้วขาดทุนจึงต้องเลิกเลี้ยงกันไป โลมาจึงไม่ได้เข้ามานานถึงกว่า 10 ปีแล้ว และเมื่อน้ำเสียเกิดขึ้นแล้วยังทำให้กุ้งปลาในอ่าวตามธรรมชาติลดน้อยลงไปด้วย จากเดิมที่บริเวณปากอ่าวแม่น้ำบางปะกงถือเป็นแหล่งที่มีการเลี้ยงปลากะพงในกระชังกันมากที่สุด เป็นแหล่งใหญ่อันดับ 1 ของประเทศ เวลานี้จึงอยากให้ทั้งชาวบ้านและทางบริษัทผู้ประกอบการ มีความรับผิดชอบช่วยกันรักษาแม่น้ำให้สะอาด น้ำเสียจะได้ลดน้อยลง 

โดยตนได้พยายามพูดเพื่อให้เกิดจิตสำนึกในทุกครั้ง ที่มีโอกาสโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เคยเข้ามาในพื้นที่ รวมถึงองค์กรบริษัทผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรม CSR ต่างๆ ได้รับฟังว่าแหล่งน้ำที่สะอาดนั้นสำคัญต่อมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย หากน้ำไม่ดีทั้งคนทั้งสัตว์ก็ไม่ดีไปด้วย จึงได้แต่งไว้เป็นบทกลอนว่า “แม่น้ำเรานี้มีค่ามาก เราช่วยกันอนุรักษ์หมั่นรักษา ครั้งปู่ย่าตายายใช้กันมา เราลูกหลานควรรักษาสืบต่อไป เป็นสิ่งสำคัญของชาติน่าศึกษา วิจัยมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมัย รู้ประโยชน์รู้คุณโทษของแม่น้ำไทย เราจะได้มีไว้ใช้ตลอดกาล”  

แต่คนเราในสมัยนี้ จิตสำนึกตรงจุดนี้จะไม่ค่อยมีกันนัก ตามที่เคยสังเกตพบเห็นมานั้น เขานึกจะทิ้งก็ทิ้งกันง่ายๆ ทำกันง่ายๆ ใช้แต่ความง่ายๆ กัน จึงทำให้แม่น้ำสกปรก ทั้งชาวบ้านและบริษัทหากร่วมกันช่วยกัน เห็นแม่น้ำเป็นสิ่งสำคัญและช่วยกันรักษา แม่น้ำก็อาจจะดีขึ้นมาบ้าง แต่เท่าที่เห็นในเวลานี้คิดว่าน่าจะยากแล้ว ส่วนอาชีพพานักท่องเที่ยวร่องเรือชมโลมาในปัจจุบันนี้ ไม่มีความคึกคักแล้ว สาเหตุเพราะโลมาไม่ได้เข้ามาใกล้แล้ว เขาอยู่กันที่ทะเลด้านนอก และการที่จะพาคนออกไปเที่ยวชมหาดูก็ยากมาก เพราะทะเลมันกว้างขวาง ต้องออกไปไกลใช้เวลานาน อย่างน้อย 3-4 ชม. หรือ 5 ชม.ต่อครั้ง 

โดยต้องออกเรือไปตระเวนหา เพื่อดูว่าฝูงโลมาเขาอยู่ที่ไหน บางครั้งขับเรือผ่านตัวเขาไปแล้ว หากเขาไม่โผล่ขึ้นมาจากน้ำเราก็ไม่เห็นเขา เมื่อไม่ค่อยมีเรือออกไปดูกันหลายๆ ลำ จะไปตระเวนหาเพียงลำเดียวก็ยิ่งยากมาก และการมาร่องเรือเป็นเวลานาน หลายๆ ชม. จะมีค่าใช้จ่ายสูงเพิ่มขึ้นมาก หากจะมาท่องเที่ยวเพื่อไปดูโลมาจริงๆ จะต้องมากันเป็นกรุ๊ปทัวร์หรือเป็นกลุ่มใหญ่ มาแบบเหมาลำเพื่อแชร์ค่าใช้จ่ายกัน ซึ่งปัจจุบันเรือพาเที่ยวชมโลมาไม่มีแล้ว ส่วนเรือของตนจะออกไปเป็นครั้งคราว และเหลือเพียงลำเดียวที่ยังรับจ้างบริการพาออกไปยังที่บริเวณปากอ่าวอยู่ในปัจจุบัน นายปรีชา กล่าว

สนทะนาพร อินจันทร์/ฉะเชิงเทรา