LEARNING
ก้าวข้ามความท้าทายด้านภาษาอังกฤษ ระบบการศึกษาไทยต้องเริ่มจากครูประถม
กรุงเทพฯ-การยกระดับทักษะภาษาอังกฤษในประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยหันมาลงทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ กับกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการปูรากฐานและหล่อหลอมเยาวชนรุ่นใหม่นั่นคือ “ครูประถมศึกษา”
เมื่อใดก็ตามที่มีการหยิบยกประเด็นเรื่องทักษะความรู้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยขึ้นมาพูดคุย บทสนทนามักมุ่งเป้าไปที่ตัวนักเรียนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบ การจัดอันดับในระดับสากล หรือทักษะที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทว่าคำถามสำคัญข้อหนึ่งที่มักถูกละเลยไปก็คือ “ครูประถมศึกษาได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างไร?”
คำถามนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประสบการณ์การเรียนภาษาอังกฤษครั้งแรกของเด็กปฐมวัย จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อตัวผู้เรียนในระยะยาว ที่สำคัญคือทักษะภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางวิชาการเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสต่าง ๆ โดยเฉพาะโอกาสในการทำงานที่เปิดกว้างขึ้น จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทย
ไม่เพียงเท่านั้น ในทางวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ภาษาที่สอง ยังมีส่วนช่วยพัฒนาการทำงานของสมองและสติปัญญาของเยาวชน เช่นเดียวกับการฝึกเล่นเครื่องดนตรี ดังนั้น ท่ามกลางความพยายามของประเทศไทยในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา จึงเป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติที่สำคัญยิ่ง
แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความพยายามแก้ไขปัญหานี้มาอย่างยาวนาน แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีความท้าทายในด้านต่าง ๆ สะท้อนจากผลการศึกษาล่าสุด ที่ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างด้านทักษะภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน โดยผลการจัดอันดับดัชนีทักษะภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index หรือ EPI) ประจำปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 116 จากทั้งหมด 123 ประเทศที่เข้าร่วมการทดสอบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา (อันดับที่ 100) และ สปป.ลาว (อันดับที่ 88) พบว่าประเทศเหล่านี้มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนไทยในโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากร มักขาดโอกาสในการเข้าถึงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในห้องเรียน แต่ต่อเนื่องไปถึงโอกาสในอนาคตของเด็ก ๆ ด้วย ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของ EF ซึ่งแสดงข้อมูลเจาะลึกในระดับเมืองหลวงด้วยนั้น เผยให้เห็นว่าทักษะภาษาอังกฤษของประชากรในกรุงเทพมหานคร ยังตามหลังเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม อยู่พอสมควร
.jpg)
มร.แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “ในขณะที่สปอตไลท์มักส่องไปที่ผลการเรียนของเด็ก ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากลับเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของนักเรียน ก็คือ ‘ประสิทธิภาพในการสอนของครู’ ทว่าในโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ครูจำนวนมากต้องสวมบทบาทเป็นครูประจำชั้นที่ต้องสอนแทบทุกวิชา ซึ่งรวมถึงวิชาภาษาอังกฤษด้วย โดยครูหลายคนไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษโดยตรง และก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้โดยขาดความมั่นใจ ประสบการณ์เชิงปฏิบัติ หรือการฝึกอบรมเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการสอนภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประสบการณ์แรกเริ่มในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็ก จะเป็นตัวกำหนดทั้งระดับทักษะความสามารถและเจตคติต่อการเรียนภาษาในอนาคต”
ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจและถอดรหัสความท้าทายนี้ บริติช เคานซิล (British Council) จึงได้ทำวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์การเตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่ ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาในประเทศไทย (Pre-service English Language Teacher Education) ซึ่งผลการวิจัยได้สะท้อนประเด็นสำคัญที่ควรค่าแก่การใส่ใจหลายประการ อาทิ นักศึกษาครูฝึกสอนจำนวนมากระบุว่า ได้รับโอกาสค่อนข้างจำกัดในการฝึกสอนในห้องเรียนจริงก่อนสำเร็จการศึกษา ขณะที่บางส่วนระบุถึงความยากลำบากในการนำทักษะเชิงทฤษฎีไปปรับใช้ในการสอนจริง
นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการสื่อการเรียนการสอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงโอกาสในการเข้าสังเกตการณ์การสอนที่มีประสิทธิภาพในชั้นเรียน ตลอดจนต้องการทำความเข้าใจบริบทและข้อจำกัดที่แท้จริงของระบบโรงเรียนรัฐบาลไทยให้มากขึ้น รวมไปถึงอีกหนึ่งข้อสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ ความสำคัญของการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอสำหรับตัวครูผู้สอนเอง เพื่อให้เหล่าครูผู้สอนมีความมั่นใจ และมีศักยภาพที่จะส่งต่อความรู้ไปให้แก่นักเรียน
.jpg)
โดย ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กล่าวว่า “ครูผู้สอน ควรได้รับโอกาสในการฝึกอบรมพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอในการจัดการเรียนรู้ และการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อให้สามารถเป็นแบบอย่าง และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เรียน”
นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในรายงานฉบับนี้คือ ครูบรรจุใหม่ส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา โดยเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 97.8) มีความเชื่อว่า การจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวตลอดชั่วโมงเรียน แต่งานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับการใช้ภาษาในการเรียนการสอนระบุเด่นชัดว่า การถ่ายทอดเนื้อหาโดยใช้ภาษาไทยควบคู่ไปด้วย ส่งผลสัมฤทธิ์ที่ดีกว่าสำหรับนักเรียน เพราะช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้อย่างลึกซึ้งและนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีกว่า ครูจึงควรใช้ภาษาไทยร่วมด้วยในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อช่วยนำทางและอธิบายเนื้อหาพื้นฐาน วิธีการนี้จะช่วยให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรม ที่กระตุ้นให้เด็กพูดคุยและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสนุกสนาน
.jpg)
ด้าน ดร.ศุภฤธัย สุมนวิริยะ ผู้อำนวยการสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้จัดทำรายงานวิจัยฉบับนี้ ระบุว่า “ความท้าทายของการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (Educational Inequality) ครูผู้สอนภาษาอังกฤษจำนวนมากยังต้องการการสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาความรู้และทักษะการสอน ตลอดจนการเข้าถึงทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้ การสนับสนุนดังกล่าวไม่เพียงช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยเปิดโอกาสในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในอนาคตอีกด้วย ”
หัวใจสำคัญในการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมครูผู้สอน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความเสมอภาคทางสังคม เพื่อให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ใด ควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งเสริมความแข็งแกร่ง ให้กับระบบสนับสนุนครูตลอดเส้นทางวิชาชีพ ตั้งแต่หลักสูตรผลิตครูในระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงในฐานะครูประถมศึกษา
แน่นอนว่าโจทย์หินสุดท้าทายนี้ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง จำเป็นต้องใช้พลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันผลิตครู โรงเรียน ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ความเชื่อนี้คือหัวใจสำคัญของ บริติช เคานซิล ประเทศไทย ในการผลักดันและยกระดับการสอนภาษาอังกฤษและการศึกษาในโรงเรียน (English and School Education) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และคุรุสภา ในการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างทักษะการสอนภาษาอังกฤษในแต่ละช่วงของเส้นทางวิชาชีพครู
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ “โครงการพัฒนาวิชาชีพครูภาษาอังกฤษระบบไฮบริด” (English ReBoot Hybrid Teacher Development Programme) ซึ่งดำเนินการร่วมกับ สพฐ. และ กสศ. โดยโครงการนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ยกให้เป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่ยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จากการเข้าไปช่วยสนับสนุนครูผู้สอนระดับประถมศึกษา ในการเสริมสร้างทักษะการสอนในห้องเรียน ดึงดูดความสนใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียน ตลอดจนการปรับใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นการนำไปใช้งานได้จริง
จากการถอดบทเรียนความสำเร็จของโครงการดังกล่าว บริติช เคานซิล ประเทศไทย ได้ขยายผลต่อเนื่อง ผ่านโครงการ PreBoot ซึ่งออกแบบมาเพื่อพัฒนานักศึกษาครูระดับปริญญาตรีก่อนเข้าสู่การทำงานจริง โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้ร่วมมือกับคุรุสภา และมหาวิทยาลัย 10 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนนักศึกษาครูจำนวน 600 คน ที่กำลังเตรียมความพร้อมเป็นครูวิชาชีพ ที่ต้องรับผิดชอบการสอนวิชาภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา ด้วยการติดอาวุธด้านเทคนิคการสอนเชิงปฏิบัติ ประสบการณ์ในห้องเรียนจริง และแนวทางการสอนภาษาอังกฤษที่อ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ โครงการนี้มุ่งหวังที่จะเติมเต็มช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย กับโลกการทำงานจริงในห้องเรียน
ความคิดริเริ่มเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะเคียงข้าง และสนับสนุนครูประถมศึกษาในทุกย่างก้าวของเส้นทางอาชีพครู ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วิชาชีพ ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน โดยระหว่างปี พ.ศ. 2566 ถึง 2568 บริติช เคานซิล และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันฝึกอบรมครูและนักศึกษาครูไปแล้วกว่า 950 คน พร้อมทั้งพัฒนาวิทยากรชาวไทยอีก 30 คน เพื่อช่วยสร้างความเชี่ยวชาญในท้องถิ่นและเสริมความแข็งแกร่งให้กับการพัฒนาครูไทยอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่นราธิวาสไปจนถึงมหาสารคาม และจากเชียงใหม่ไปจนถึงนครสวรรค์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าภูมิศาสตร์ไม่ใช่อุปสรรคในการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
บทเรียนภาพรวมสะท้อนว่าปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ เพียงบอกให้เด็ก ๆ ตั้งใจเรียนให้หนักขึ้น หรือกดดันให้โรงเรียนทำผลงานให้มากขึ้น หากแต่การพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในทรัพยากรบุคลากรผู้สอน และพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตั้งแต่ก้าวแรก ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะต่างเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นได้
ในขณะที่ประเทศไทยมุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีความเท่าเทียม และเชื่อมต่อกับโลกสากลมากขึ้น เราอาจจำเป็นต้องคิดทบทวนกันใหม่ว่า “บทสนทนาเรื่องทักษะภาษาอังกฤษควรจะเริ่มต้นที่จุดใด?” แทนการพุ่งเป้าไปที่ผลการสอบปลายภาคในระดับมัธยมปลาย หรือการศึกษาในระดับอุดมศึกษา รวมถึงควรหันกลับมามองเส้นทางการศึกษาของเด็กไทยตั้งแต่ก้าวแรกในโรงเรียน เพราะอนาคตการศึกษาภาษาอังกฤษของประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักเรียนและเยาวชนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถเตรียมความพร้อมให้กับครูผู้สอนของพวกเขาได้ดีแค่ไหนด้วยเช่นกัน
