BANGKOK
กทม.ผนึกเครือข่ายสุขภาพจิตเดินหน้า ระบบเชิงรุกค้นหา-ดูแลกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ต้น
กรุงเทพฯ-(5 ก.ย. 69) เวลา 11.00 น. พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน POWER TO LIVE #2 2026 “เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน” เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก พร้อมร่วมเสวนา “ร่วมป้องกันการฆ่าตัวตาย” โดยมี ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ศูนย์การค้า ICONSIAM บริษัท เจียไต๋ จำกัด และ CP All ร่วมงาน ณ ห้องประชุม 3–5 ชั้น 7 ICONSIAM เขตคลองสาน
สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย (สปฆท.) Thai Association for Suicide Prevention (TASP) จัดงาน POWER TO LIVE #2 2026 “เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน” เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการป้องกันการฆ่าตัวตาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเสริมสร้างพลังใจ ความหวัง และการเห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อให้ผู้ที่กำลังเผชิญวิกฤตสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและก้าวผ่านปัญหาไปได้ โดยวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกตรงกับวันที่ 10 กันยายนของทุกปี

พญ.เลิศลักษณ์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพจิตและการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและทันท่วงที รวมถึงการสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้พูดคุย รับฟัง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อลดอคติ สร้างความเข้าใจ และส่งเสริมให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหากล้าขอความช่วยเหลือ กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมสังคมที่เปิดกว้าง รับฟัง เข้าใจ และพร้อมช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์ทางใจ
สำหรับการเสวนา “ร่วมป้องกันการฆ่าตัวตาย” ดำเนินรายการโดย ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต พล.ร.ต. นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และนายปวริศ สุขนิรันต์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย
พญ.เลิศลักษณ์ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นประเด็นสำคัญของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากคนเมืองต้องเผชิญกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ การเดินทางที่ใช้เวลานาน และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูลเดิมพบความชุกของโรคซึมเศร้าในคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ร้อยละ 2.7 กทม. จึงปรับการทำงานจากเชิงรับสู่เชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพประชาชน 1,000,000 คน จากการคัดกรองประชาชนมากกว่า 100,000 คน พบว่ากว่า 70% มีภาวะเครียด และการคัดกรองเชิงลึกมากกว่า 370,000 คน พบภาวะเครียดระดับน้อย 91.77% ระดับปานกลาง 6.21% และระดับมากที่สุด 0.94% ขณะที่ผู้มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอยู่ที่ 6.18% เมื่อพิจารณาผลการตรวจ 624,387 ราย พบว่ากลุ่มอายุ 15–34 ปี มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงสุด ร้อยละ 21.25 รองลงมาคืออายุ 35–49 ปี ร้อยละ 13.35 และอายุ 50–59 ปี ร้อยละ 9.86 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำหรับค้นหาและติดตามกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นโรคซึมเศร้า

นอกจากการคัดกรอง กทม. ยังมีระบบเชื่อมต่อสู่การดูแลต่อเนื่อง โดยคลินิกสุขภาพจิตของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กทม. มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้ารับบริการ 4,314 คน และได้รับการดูแลต่อเนื่อง 81.29% หรือ 3,507 คน สะท้อนแนวทางการดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่การค้นหากลุ่มเสี่ยง การเข้าถึงบริการ ไปจนถึงการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง
รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อไปว่า กทม. ขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนจากการรอให้ป่วยแล้วมารักษา เป็นระบบสุขภาพจิตที่เดินทางไปหาประชาชน” โดยพัฒนา Bangkok Mind เป็นระบบคัดกรอง เฝ้าระวัง และตรวจสุขภาพจิตคนเมือง ผ่าน Self-screening, LINE OA, QR Code, Mind Journey รวมถึงช่องทางสายด่วนและ Chatbot เช่น DMind และ 1323 เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินความเครียดและความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ขณะเดียวกัน กทม. เดินหน้าสร้างเครือข่ายมดงาน โดยพัฒนาทักษะบุคลากร ครู และ อสม./อสส. ให้สามารถค้นหาและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ ปัจจุบันมีเครือข่าย อสส. กทม. กว่า 2,000 คน รวมถึงการคัดกรองเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา เพื่อให้สามารถส่งต่อผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าสู่การดูแลได้อย่างเหมาะสม ด้านการเข้าถึงบริการ กทม. ขยายคลินิกสุขภาพจิตและคลินิกคลายเครียดในศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง โดย 21 แห่งเปิดให้บริการอย่างชัดเจน พร้อมปรับเวลาให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เน้นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15–20 ปี รวมถึงส่งนักจิตวิทยาหมุนเวียนลงพื้นที่ให้คำปรึกษาพ่อแม่และผู้ปกครอง และนำระบบ Telemedicine มาใช้ในการให้คำปรึกษา ติดตามอาการ และดูแลต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กทม. ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Mental Fitness & Resilience) ผ่านความร่วมมือกับสถานศึกษา ภาคเอกชน สถานประกอบการ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจิตที่ดี และส่งเสริมสุขภาวะทางใจของประชาชนทุกช่วงวัย
พญ.เลิศลักษณ์ กล่าวย้ำว่า “หัวใจสำคัญของการทำงานด้านสุขภาพจิตของ กทม. คือ ไม่รอให้ประชาชนป่วยแล้วจึงรักษา แต่ค้นหา ป้องกัน ดูแล และติดตามตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” โดยเชื่อมโยงเทคโนโลยีดิจิทัล เครือข่ายชุมชน คลินิกสุขภาพจิตใกล้บ้าน Telemedicine และการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงบริการได้ง่ายและได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
ในภาพรวม กทม. มุ่งสร้าง “ระบบสุขภาพจิตที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ” มากกว่าการเพิ่มจำนวนเตียงหรือโรงพยาบาล โดยพัฒนา Bangkok Mind ภายใต้แนวคิด “One Bangkok Mental Health Data System” เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การคัดกรอง การรักษา การส่งต่อ และการติดตามผล ตั้งแต่บ้าน โรงเรียน ชุมชน ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ไปจนถึงโรงพยาบาล เพื่อค้นหาผู้มีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรกและส่งต่อเข้าสู่การดูแลที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว
“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย ดูแลต่อเนื่อง ปลอดภัย และครอบคลุมทุกกลุ่ม เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” รองปลัดฯ เลิศลักษณ์ กล่าวในตอนท้าย

