OPINION

สวัสดิการการเงินไทย: โซ่ตรวนจากกลไก การสร้างหนี้ข้าราชการไทย  โดย: ณัฐธพงษ์ อัครปรีชากุล



บทนำ: วาทกรรม “ความมั่นคง” บนฐานรากแห่งความเปราะบาง

ในมิติทางสังคมศาสตร์และภาษาศาสตร์เชิงวิพากษ์ ภาษาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อส่งผ่านข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น หากแต่ภาษายังเป็น “เครื่องมือทางอำนาจ” ที่สถาปนาโครงสร้างความเชื่อ ผลิตซ้ำวาทกรรม และกำหนดพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์อย่างแยบยล ดังจะเห็นได้จากภาพสะท้อนอันน่าอัศจรรย์ใจของระบบราชการไทย ข้าราชการครู ตำรวจ และบุคลากรผู้รับใช้แผ่นดิน ถูกจัดวางตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมให้เป็นกลุ่มบุคคลผู้ถือครอง “ความมั่นคงทางอาชีพ” สูงสุด มีสถานะอันทรงเกียรติ พร้อมระบบบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมไปจนถึงช่วงชีวิตหลังการเกษียณ หากแต่ในทางตรงกันข้าม สถิติเชิงประจักษ์กลับเผยให้เห็นความย้อนแย้งอันน่าตระหนก เมื่อข้าราชการกลุ่มเดียวกันนี้กลับกลายเป็นกลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อหัวสูงที่สุด และตกอยู่ในภาวะความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างน่าใจหาย

ต้นตอของมโนทัศน์อันบิดเบี้ยวนี้ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบภายใต้วาทกรรมอันเปี่ยมด้วยความอุ่นไอแห่งมิตรภาพและภราดรภาพ คำว่า “สวัสดิการ” และ “สหกรณ์ออมทรัพย์” ถูกสร้างขึ้นมาในฐานะสถาบันแห่งการเกื้อกูล แต่ในทางปฏิบัติเชิงโครงสร้าง กลไกดังกล่าวกลับแปรสภาพกลายเป็นระบบสกัดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจและผูกพันพันธะหนี้สินไว้อย่างสลับซับซ้อน คำถามสำคัญทางภาษาศาสตร์และสังคมศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า “ข้าราชการทำไมจึงมีหนี้สิน” หากแต่คือ “ภาษาวิเศษและโครงสร้างแรงจูงใจชนิดใดที่สร้างสภาวะการเสพติดหนี้สินให้ยินยอมผูกล่ามตนเองไว้กับระบบนี้ได้อย่างไร”

วิศวกรรมการเงินและโครงสร้างแรงจูงใจอันบิดเบี้ยวของสหกรณ์ออมทรัพย์ หากพิจารณาผ่านเลนส์ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการไทยถูกออกแบบขึ้นมาด้วย “โครงสร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว” (บิดเบี้ยวทาง Incentive Structure) เมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ธนาคารพาณิชย์จะมีกลไกประเมินความเสี่ยงที่เข้มงวด มีการตรวจสอบข้อมูลการเครดิตจากเครดิตบูโร คำนวณความสามารถในการชำระหนี้อย่างรอบด้าน และมีกลไก “เบรค” ทางการเงินเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กู้แบกรับภาระเกินกำลัง

ในทางกลับกัน สหกรณ์ออมทรัพย์กลับตัดระบบการประเมินความเสี่ยงของผู้ให้กู้ออกไปเกือบทั้งหมด เนื่องจากได้รับเอกสิทธิ์สถาบันผ่านอภิสิทธิ์ “การหัก ณ ที่จ่าย” กรมบัญชีกลางและหน่วยงานต้นสังกัดจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดเก็บหนี้กิตติมศักดิ์ที่ตัดเงินต้นและดอกเบี้ยจากบัญชีเงินเดือนของข้าราชการทันทีที่เงินออก ส่งผลให้สถาบันผู้ปล่อยกู้ไม่มีความเสี่ยงด้านหนี้เสีย (Credit Risk) แม้แต่น้อย เมื่อความเสี่ยงของผู้ให้กู้ลดลงจนเป็นศูนย์ สหกรณ์จึงไม่จำเป็นต้องสนใจสวัสดิภาพในการดำรงชีวิตของผู้กู้ ไม่ต้องแยแสว่าเงินเดือนที่เหลือจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเล่าเรียนของบุตร หรือปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐาน สหกรณ์มุ่งเน้นเพียงการเร่งขยายวงเงินกู้ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทต่างๆ เช่น สินเชื่อสามัญ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อปันผล หรือสินเชื่อกดสดผ่านตู้ ATM

กลไกทางภาษาศาสตร์ถูกนำมาใช้ในขั้นตอนนี้ผ่าน “ภาษาแห่งการอนุญาตและยัดเยียด” (Language of Permission) ข้อความในใบแจ้งยอดเงินเดือนที่ระบุ “วงเงินกู้คงเหลือ” ถูกตีความในเชิงจิตวิทยา limbic system ว่าเป็น “เงินของฉันที่สามารถเอาออกมาใช้ได้” ทั้งที่ในความจริง วงเงินดังกล่าวคือ “พันธะหนี้สินในอนาคต” ไม่ใช่สินทรัพย์ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายดาย (Easy Access to Capital) ที่ขาดซึ่งความรู้เท่าทันทางการเงิน (Low Financial Literacy) จึงกลายเป็นส่วนผสมของระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ

ปรากฏการณ์ Slammy Slicing และสู้ตรวนทองคำ กระบวนการก่อหนี้ของข้าราชการไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบชั่วข้ามคืน แต่ดำเนินไปผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า Slammy Slicing” หรือการเฉือนเนื้อทีละนิด ตลอดอายุราชการ ข้าราชการใหม่ที่เพิ่งได้รับการบรรจุจะได้รับข้อเสนอให้เข้าถึงวงเงินกู้เริ่มต้น และเมื่ออายุราชการเพิ่มขึ้นพร้อมกับเงินเดือนที่ได้รับการปรับขึ้น วงเงินกู้จะถูกขยายตามอย่างเป็นสัดส่วน การขยายขอบเขตหนี้สินนี้ถูกซ่อนอยู่ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ดูเหมือนจะต่ำเพียงร้อยละ 5-6 ต่อปี ซึ่งดูดึงดูดใจมากกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิต แต่ความคมคายอันโหดร้ายแท้จริงซ่อนอยู่ใน “ระยะเวลาการผ่อนชำระ” (Duration) และ “ยอดเงินต้น” (Principle)

การผ่อนชำระระยะยาว 20 ถึง 30 ปี หรือ 360 งวด สร้างภาวะการชาชินทางอารมณ์ ผู้กู้ยอมจ่ายดอกเบี้ยเดือนละหลายพันถึงหมื่นบาทไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดในทันที จนกระทั่งเมื่อคำนวณยอดดอกเบี้ยสะสมตลอดสัญญา กลับพบว่ายอดดอกเบี้ยรวมอาจสูงเกินกว่าเงินต้นที่กู้มาสร้างบ้าน ซื้อยานพาหนะ หรือปิดบัตรเครดิตเสียอีก สหกรณ์ออมทรัพย์ในมิตินี้จึงแปรสภาพจากสวัสดิการกู้ยืม กลายเป็น “โซ่ตรวนทองคำ” ที่ผูกล่ามตัวข้าราชการไว้กับโต๊ะทำงาน ไม่สามารถโยกย้ายสายงาน ลาออก หรือแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตได้ เนื่องจากภาระหนี้ค้ำคอ และกระทั่งเงินบำนาญซึ่งควรเป็นหลักประกันยามชราก็ถูกนำไปผูกค้ำประกันหนี้ก้อนนี้ไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์

ใยแมงมุมแห่งความสัมพันธ์: ระบบค้ำประกันไขว้กับการทำลายต้นทุนทางสังคม มิติที่บาดลึกที่สุดของระบบหนี้สหกรณ์คือกระบวนการสร้าง “เหยื่อร่วม” ผ่านระบบค้ำประกันไขว้ (Cross-Guarantee System) เมื่อสถาบันต้องการบริหารความเสี่ยงส่วนเกินจากการปล่อยสินเชื่อที่สูงเกินมูลค่าหุ้นหรือสินทรัพย์ สหกรณ์ใช้วิธีการกำหนดให้ผู้กู้ต้องนำเพื่อนร่วมงานมาเซ็นชื่อค้ำประกัน กลไกนี้สร้างพันธะผูกพันที่ซับซ้อนในลักษณะ “ใยแมงมุมทางการเงิน” นาย A ค้ำประกันให้นาย B และ C, นาย B ค้ำประกันให้นาย A และ D หมุนเวียนไปทั่วทั้งองค์กรจนเกิดภาวะเกาะเกี่ยวทางชะตากรรม

ภาษาศาสตร์เชิงสังคมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการใช้ “แรงกดดันทางสังคม” (Social Pressure) และ“มิตรภาพ” เป็นเครื่องมือทวงหนี้ สหกรณ์ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้อย่างโหดร้าย แต่ใช้ความเกรงใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความอับอายของคนค้ำประกันเป็นกลไกควบคุมกันเองระหว่างเพื่อนร่วมงาน (Peer Policing) และเมื่อข้าราชการรายใดรายหนึ่งประสบปัญหาวิกฤตชีวิต ลาออก ล้มละลาย หรือหนีหนี้ โดมิโนแห่งความวิบัติจะพังทลายลงทันที คนค้ำประกันที่ไม่เคยได้สัมผัสเงินกู้แม้แต่บาทเดียว จะถูกยกระดับสถานะขึ้นเป็นลูกหนี้หลักทันที เงินเดือนจะถูกตัด หัก ณ ที่จ่าย เพื่อชำระหนี้แทน นำไปสู่การแตกหักของความสัมพันธ์ โศกนาฏกรรมในห้องพักครู หรือสถานีตำรวจ และการสูญเสียบ้านหรือที่ดินจากการถูกยึดทรัพย์จำนอง

การย้ายความเสี่ยงและการเปรียบเทียบเชิงวิศวกรรมการเงิน ในอีกด้านหนึ่ง สหกรณ์ออมทรัพย์มักดึงดูดเงินฝากจากสมาชิกด้วยการเสนอผลตอบแทนปันผลสูงถึงร้อยละ 6-7 ต่อปี ซึ่งสร้างความสงสัยเชิงวิชาการว่า เหตุใดองค์กรที่บริหารโดยพนักงานฝ่ายบุคคลหรืออดีตข้าราชการที่ไม่ได้เชี่ยวชาญการเงินระดับสูง จึงสามารถทำกำไรได้สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ คำตอบมิใช่ความเก่งกาจในการลงทุน หากแต่เกิดจากการสร้าง “ภาพลวงตาแห่งสภาวะคล่อง”

เงินฝากของสมาชิกในสหกรณ์ไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟอย่างปลอดภัย แต่ถูกเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็วไปเป็นสินเชื่อปล่อยกู้ความเสี่ยงสูงให้แก่เพื่อนร่วมงาน เงินสดถูกแปรสภาพกลายเป็นทรัพย์สินที่ถูกแช่แข็งในรูปของหนี้สินระยะยาว ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินสำรองตามกฎหมายอย่างเข้มงวดภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งกลับดำเนินงานโดยไร้ซึ่งการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ผู้ฝากเงินจึงแบกรับความเสี่ยงสองชั้นโดยไม่รู้ตัว ได้แก่ ความเสี่ยงจากการชำระหนี้ของผู้กู้ และความเสี่ยงด้านสภาวะคล่องของสถาบัน

การรวมหนี้อย่างยั่งยืนและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เมื่อพิจารณาในภาพรวมระดับประเทศ หนี้สินข้าราชการเป็นส่วนสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่สูงเกินร้อยละ 90 ของ GDP ทางออกของวิกฤตการณ์นี้จึงไม่สามารถอาศัยเพียงการพร่ำสอนเรื่องการเก็บออมส่วนบุคคล แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระบบ ล่าสุด สถาบันทางการเงินและหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เครดิตบูโร และกระทรวงต้นสังกัด ได้เริ่มผลักดันโครงการ “การรวมหนี้ข้าราชการอย่างยั่งยืน” (Debt Consolidation)

กระบวนการนี้มุ่งหวังที่จะนำหนี้สินกระจัดกระจาย ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้บัตรเครดิต มารวมไว้ ณ จุดเดียว เพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมกำหนดข้อบังคับให้มีเงินเดือนคงเหลือหลังหักหนี้ไม่น้อยกว่าสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานให้แก่ข้าราชการ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหนี้สหกรณ์เข้าสู่ระบบเครดิตบูโรเพื่อป้องกันการก่อหนี้ซ้ำซ้อน

บทสรุป: ปรัชญาการปลดแอกและการเปลี่ยนผ่านมโนทัศน์

การแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการถอดรหัสและทำลายวาทกรรมที่สร้างความชอบธรรมให้แก่การก่อหนี้ ข้าราชการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการมอง “สิทธิ์การกู้” จากการเป็นทรัพย์สิน มาเป็นการมองเห็นความเสี่ยงอันตราย การปฏิเสธการเซ็นค้ำประกันไขว้ การตั้งมั่นในการชำระเงินต้นเพื่อลดภาระดอกเบี้ยระยะยาว ตลอดจนการถอดถอนตนเองออกจากภาระทางสังคมที่ไม่จำเป็น คือก้าวสำคัญทางความคิดที่จะหยุดย้างวงจรอุบาทว์นี้

สังคมไทยจำเป็นต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจใหม่ว่า สวัสดิการที่แท้จริงต้องมิใช่เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการสร้างพันธะหนี้สิน หากแต่เป็นระบบที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน ความรู้เท่าทัน และการปลดแอกมนุษย์ออกจากสู้ตรวนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้รับใช้แผ่นดินสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีชีวิตที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. กรมส่งเสริมสหกรณ์. (2566). รายงานประเมินเสถียรภาพทางการเงินของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
  2. ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2567). รายงานการวิเคราะห์หนี้ภาคครัวเรือนและนัยต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย. กรุงเทพฯ: ธนาคารแห่งประเทศไทย.
  3. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่สี่ ปี 2566: ปัญหาหนี้สินข้าราชการและแนวทางการแก้ไขเชิงโครงสร้าง. กรุงเทพฯ: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
  4. ยาดา กาญจนนิสากร. (2566). การวางแผนการเงินส่วนบุคคลและวิศวกรรมโครงสร้างหนี้ในสถาบันสวัสดิการภาครัฐ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
  5. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2567). โครงการศึกษากลไกการค้ำประกันและความเสี่ยงระบบในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการ. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.