POLITICS

เปิดปม!'ปลาหมอคางดำ'โผล่เขื่อนลำปาว  ผู้จัดการสหกรณ์ฟันธง'ฝีมือมนุษย์'



กาฬสินธุ์-สะเทือนวงการประมงอีสาน! หลังยืนยันพบ "เอเลี่ยนสปีชีส์" ปลาหมอคางดำ ในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังลั่นวาจา ไม่ใช่ปนเปื้อนจากพันธุ์ปลาที่เลี้ยงแน่นอน ชี้ต้นตอน่าจะมาจากการแอบนำมาปล่อยโดยฝีมือคน ด้านประมงจังหวัดเตรียมระดมทีมเอกซเรย์เขื่อนทั้งระบบ 12 ก.ย. นี้ นักวิชาการซ้ำฝาโลง วิกฤตซ้ำรอย! "ปลาหมอคางดำ" บุกเขื่อนลำปาว จากคลองสมุทรสงคราม สู่หัวใจอีสานนักวิชาการเตือนสัญญาณอันตรายก่อนถึง "แม่น้ำโขง" แหล่งน้ำหล่อเลี้ยง 60 ล้านชีวิตชี้ชัดนี่ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมชาติ แต่คือ "ฝีมือมนุษย์" ที่อาจนำไปสู่หายนะทางชีวภาพระดับภูมิภาค

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในพื้นที่ภาคอีสาน หลังสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ออกมายืนยันชัดเจนว่า พบ"ปลาหมอคางดำ" เอเลี่ยนสปีชีส์ตัวร้ายที่เคยสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในพื้นที่ภาคกลาง เข้ามาปรากฏตัวในน่านน้ำ "เขื่อนลำปาว" แหล่งเพาะเลี้ยงปลานิลกระชังรายใหญ่ของจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา บริเวณกระชังปลาของสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าเกษตรกรยังคงเลี้ยงปลานิลตามปกติ แม้จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่ถึงขั้นตื่นตระหนก

นายวุฒิศักดิ์ สีโท ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด กล่าวว่า ข่าวการพบปลาหมอคางดำครั้งนี้สร้างความสงสัยให้ทั้งตนเองและสมาชิกสหกรณ์เป็นอย่างมาก เพราะโดยปกติแล้วปลาชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในน้ำกร่อยแถบภาคกลางเท่านั้น ไม่เคยมีรายงานพบในภาคอีสานมาก่อน พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า ปลาหมอคางดำที่พบ ไม่ได้ปนเปื้อนมากับพันธุ์ปลา ที่เกษตรกรนำมาเลี้ยงในกระชังอย่างแน่นอน เนื่องจากลูกพันธุ์ปลานิลและปลาทับทิมที่ใช้เลี้ยงทั้งหมด มาจากแหล่งเพาะพันธุ์ที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากกรมประมง มีระบบคัดกรองที่เข้มงวดรัดกุมทุกขั้นตอน ถ้าเป็นการแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติจริง ต้องพบตั้งแต่ต้นน้ำที่อ่างเก็บน้ำลำพันชาด อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ไล่ลงมา และต้องเจอในปริมาณมากกระจายทั่วไป แต่นี่กลับพบเพียง 3 ตัว ที่จุดเดียวคือบ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรีเท่านั้น

ผู้จัดการสหกรณ์ฯ วิเคราะห์ว่า จุดที่พบปลาอยู่บริเวณท้ายเขื่อนเพียงจุดเดียว ขณะที่พื้นที่ท้ายเขื่อนโซนอื่นๆ ทั้ง อ.ยางตลาด อ.เมือง อ.ห้วยเม็ก และ อ.สหัสขันธ์ ยังไม่มีรายงานพบแม้แต่ตัวเดียว จึงเชื่อว่าน่าจะเกิดจาก ฝีมือมนุษย์ ที่แอบนำปลาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งในภาคกลางมาปล่อยลงอ่างเก็บน้ำลำปาวโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นายวุฒิศักดิ์ให้ความเห็นในแง่ดีว่า แม้ปลาหมอคางดำจะสามารถผสมพันธุ์วางไข่ได้ แต่เนื่องจากเขื่อนลำปาวเป็นแหล่งน้ำจืด ไม่ใช่น้ำกร่อยแบบถิ่นอาศัยเดิม อัตราการรอดชีวิตและแพร่พันธุ์น่าจะต่ำมาก จึงยังไม่น่ากังวลถึงขั้นทำลายระบบนิเวศหรือกระทบตลาดปลากระชังในตอนนี้

ด้านนายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยมาตรการรับมือเร่งด่วนว่า ในวันที่ 12 กันยายนนี้ กรมประมงจะส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่วางแนวทางป้องกัน โดยจะทำการ "เอกซเรย์" ตรวจสอบปลาในเขื่อนลำปาวแบบครอบคลุมทั้งระบบ แบ่งเป็นจุดต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวม 5 จุด ครอบคลุม อ.ท่าคันโท อ.หนองกุงศรี อ.ห้วยเม็ก อ.สหัสขันธ์ และ อ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมประสานความร่วมมือกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ร่วมบูรณาการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน พร้อมวอนขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและกำจัดปลาหมอคางดำ ก่อนจะสายเกินแก้

นักวิชาการชี้สัญญาณอันตราย หวั่น “ปลาหมอคางดำ”แพร่ไกลถึงลุ่มน้ำสายหลักอีสาน

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า นี่คือสัญญาณอันตรายที่สุดในรอบปี เพราะเป็นการแพร่ระบาดข้ามลุ่มน้ำ ซึ่งอาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำโขงที่มีประชากรกว่า 60 ล้านคน พึ่งพาอาศัยอยู่โดยตรง เพราะจุดที่น่ากลัวของปลาหมอคางดำคือการเป็น "ทั้งนักล่าและนักแพร่พันธุ์" ในตัวเดียวกัน ปลาเจ้าถิ่นที่ทำหน้าที่เป็นผู้ล่าตามธรรมชาติมีจำนวนน้อยเกินกว่าจะควบคุมประชากรของมันได้ โดยเฉพาะในเขตน้ำตื้นซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ปลาเจ้าถิ่นเข้าไม่ถึง ทำให้ปลาหมอคางดำแพร่ขยายได้อย่างอิสระ

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ ยืนยันหนักแน่นว่า เส้นทางแม่น้ำโขงมีเขื่อนกั้นจำนวนมาก ทำให้ปลาไม่มีทางว่ายทวนน้ำมาถึงเขื่อนลำปาวได้เอง สาเหตุจึงต้องเป็นฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนมากับลูกปลาที่นำมาเลี้ยงในกระชัง หรือกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นคือ อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่จงใจปล่อยปลาชนิดนี้ราวกับการปล่อย "ไวรัสคอมพิวเตอร์" เข้าสู่ระบบ ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การพบปลาขนาดเต็มวัยอายุ 6 เดือนเป็นคู่ในเขื่อนลำปาว ซึ่งสะท้อนว่าการแพร่กระจายอาจไปไกลกว่าที่ตาเห็น และการที่ชาวบ้านช่วยกันจับกินเป็นรายตัวนั้น "ไม่เพียงพอ" ที่จะหยุดยั้งการระบาดได้อีกต่อไป

ด้าน ดร.เกษม เชตวัน อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ทีมนักวิชาการได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าเป็นฝีมือมนุษย์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มพฤติกรรม ได้แก่ 1.กลุ่มจงใจ- มีบุคคลบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมนำสัตว์ที่เป็นปัญหาไปปล่อยตามแหล่งน้ำต่าง ๆ 2.กลุ่มไม่ตั้งใจ-มาจากภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ไม่รู้ว่ามีปลาหมอคางดำปะปนมากับลูกปลาตั้งแต่ขั้นตอนอนุบาลในบ่อดิน ก่อนถูกนำลงกระชังเลี้ยงและหลุดรอดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

“ดร.เกษมอธิบายเพิ่มเติมว่า ปลาชนิดนี้แม้จะกินได้ แต่มีคุณสมบัติที่ทำให้ควบคุมยากอย่างยิ่ง คือ ขยายพันธุ์ทุกเดือน อัตรารอดตายสูง และอยู่รวมกันเป็นฝูงเพื่อป้องกันตัว ซึ่งพฤติกรรมการอยู่รวมฝูงนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นนักล่าที่ทรงประสิทธิภาพ เขื่อนลำปาว 5,000 ตร.กม. จุดเสี่ยงแพร่ต่อสู่ลุ่มน้ำชี-มูล ด้วยพื้นที่รับน้ำกว่า 5,000 ตารางกิโลเมตร ของเขื่อนลำปาว ทำให้ปลาหมอคางดำกระจายตัวได้ง่าย ขณะที่ชาวประมงจับได้เฉพาะตัวขนาดใหญ่ที่ติดเครื่องมือประมง ส่วนตัวเล็กและตัวอ่อนยังคงหลงเหลือและแพร่กระจายต่อในแหล่งน้ำ”

ดร.เกษม กล่าวต่อว่า พฤติกรรมการฟักไข่ที่น่าสนใจว่า แม้ตัวผู้จะอมไข่ไว้ในปากเพื่อฟอกออกซิเจนตลอดเวลา แต่เมื่อต้องหาอาหารกินก็จำเป็นต้องสำรอกไข่ออกมาบางส่วน ทำให้มีไข่และตัวอ่อนบางส่วนหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอยู่เสมอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้การระบาดขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง

หากไม่เร่งควบคุม เส้นทางการแพร่ระบาดต่อจากนี้จะไหลจากเขื่อนลำปาวลงสู่ลำน้ำชีที่บ้านเป้าโดน อำเภอร่องคำ ก่อนลุกลามไปยังลำน้ำชี ลำเซบาย และลำน้ำมูล ตามลำดับ ทางออกที่เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการระดมพลังจากชุมชน โดยเฉพาะชุมชนประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาว ชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากน้ำเขื่อนลำปาว เครือข่ายชุมชนตามเส้นทางน้ำ ตั้งแต่ลำน้ำชี ลำเซบาย จนถึงลำน้ำมูล ต้องช่วยกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส ทันทีที่พบการระบาดในพื้นที่ใหม่ พร้อมประสานข้อมูลกับหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาครัฐเพียงลำพังมีข้อจำกัดด้านกำลังคนและพื้นที่ ต้องอาศัยเครือข่ายนักวิชาการทั้งในและนอกระบบราชการเข้ามาเสริมทัพ