ECON & BIZ

'พาณิชย์'ถกผู้บริหารตลาดค้าส่งผลไม้ Higreenขอเพิ่มนำเข้าผลไม้ไทยชมศูนย์AIจีน-อาเซียน



“พาณิชย์” เยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้ Higreen หารือผู้บริหารถกสถานการณ์ผลไม้ไทยในจีน พร้อมขอแรงสนับสนุนการนำเข้าต่อเนื่อง ยันไทยคุมเข้มคุณภาพมาตรฐานเต็มที่ และยังได้เข้าชมศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI จีน-อาเซียน สบช่องขอแรงหนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทยขยายตลาด

ร.ต. จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้ Higreen เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยมีนายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมคณะ ว่าได้หารือกับ คุณเซี่ย จื่อหยิ่ง รองผู้จัดการใหญ่ของตลาด เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ผลไม้ไทยในตลาดจีน  แนวทางในการส่งเสริมและผลักดันผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน และความร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและ ยังได้ขอให้ตลาด Higreen สนับสนุนการนำเข้าผลไม้ของไทยต่อไป โดยยืนยันว่าไทยจะควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะทุเรียน นอกจากนี้ ไทยยังมีทุเรียนพรีเมียมอย่าง ทุเรียน GI ภูเขาไฟ ศรีสะเกษ เป็นต้น สร้างความหลากหลายให้กับผู้บริโภค รวมทั้งได้เชิญชวนให้มาชมงาน Thaifex-Anuga Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าด้านอาหาร เครื่องดื่มและบริการที่เกี่ยวเนื่องที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย เพื่อชมและคัดเลือกสินค้าในกลุ่มผลไม้จากผู้ประกอบการไทยโดยตรงด้วย” ร.ต.จักรากล่าว

สำหรับตลาด Higreen ตั้งอยู่เขตเจียงหนาน เป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 ภายในตลาดประกอบด้วย 6 โซน ได้แก่ 1) โซนขายสินค้าเกษตร 2) โซนขายสินค้าแปรรูป 3) โซนพื้นที่การจัดส่งสินค้า 4) โซนพื้นที่คลังเย็น 5) โซนพื้นที่การค้า E-commerce และ 6) โซนพื้นที่จัดแสดงสินค้า ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ค้าส่งในตลาด จำนวนกว่า 2,500 ราย และสมาชิกผู้จัดซื้อมากกว่า 20,000 ราย ทั้งนี้ 8 เดือนแรกปี 2569 ตลาดมีปริมาณผลไม้นำเข้าจากอาเซียนเกือบ 160,000 ตัน โดยนำเข้าจากไทยมากที่สุด ปริมาณกว่า 105,000 ตัน  คิดเป็นสัดส่วน 66% โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 14.88% รองลงมาคือ เวียดนาม ปริมาณ 51,500 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 32.2%  และยังให้ข้อมูลว่าผู้บริโภคจีนยังชื่นชอบบริโภคทุเรียนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ คณะยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรม AI จีน-อาเซียน ที่เขตอู่เซี่ยง นครหนานหนิง มีพื้นที่ประมาณ 7.78 ตารางกิโลเมตร เปิดดำเนินงานระยะแรกเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการ AI ศูนย์ประสานงานอาเซียน AI Factory ศูนย์บริการและสนับสนุนธุรกิจ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยได้ใช้โอกาสนี้หารือกับผู้บริหาร เพื่อเสนอให้มีความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาคการเกษตรและการส่งออกของไทย เช่น เทคโนโลยีการดูแลสวนผลไม้ การควบคุมคุณภาพสินค้า ตลอดจนการพัฒนาช่องทางค้าปลีกและ E-commerce ยุคใหม่ พร้อมทั้งขอให้ทางศูนย์ฯ ช่วยสนับสนุน ให้โอกาส และจัดพื้นที่บ่มเพาะธุรกิจแก่ผู้ประกอบการและธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) ด้านเทคโนโลยีของไทย ให้สามารถเข้ามาลงทุน จับคู่ธุรกิจ และขยายตลาดข้ามพรมแดนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าว เป็นโครงการยุทธศาสตร์ของนครหนานหนิงและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เพื่อสร้างศูนย์กลางความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมุ่งเชื่อมโยงภาครัฐบาล ธุรกิจ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI เข้าด้วยกัน มีเป้าหมายสำคัญในการเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนของบริษัท AI จีน จุดเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI ของจีนกับความต้องการของตลาดอาเซียน ศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้ AI ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและนวัตกรรม ตลอดจนเป็นแพลตฟอร์มสำหรับความร่วมมือด้าน AI ข้ามพรมแดน