IN NEWS

ดุสิตโพลชี้ผลสำรวจคนไทยเริ่มไม่เชื่อมั่น ความยุติธรรมไทย/ถูกการเมืองแทรกแซง



กรุงเทพฯ-20 กันยายน 2569- “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,123 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า  เมื่อกล่าวถึง “กระบวนการยุติธรรมไทย” กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นึกถึงการพิจารณาและตัดสินคดีของศาล ร้อยละ 63.85 ทั้งนี้จากสถานการณ์คดีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมและความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมไทย ร้อยละ 46.39  โดยมองว่าคนแต่ละกลุ่มในสังคมไทยได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เท่าเทียมเลย ร้อยละ 38.02  เรื่องที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทยลดลง คือ การแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมือง ร้อยละ 66.87  เรื่องที่ควรเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทย คือ ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น ร้อยละ 66.52

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นธรรมและความเท่าเทียม การเรียกคืนความเชื่อมั่นจึงต้องทำให้ประชาชนเห็นและสัมผัสได้ว่า กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระ เป็นที่พึ่ง เข้าถึงได้ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการตั้งคำถามจากสังคมเหมือนอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนสัญญาณที่สังคมไม่ควรมองข้าม เมื่อประชาชนกว่าสองในสามขาดความเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย สะท้อนความรู้สึกสะสมว่ากฎหมายอาจมิได้ทำงานอย่างเสมอหน้ากับทุกคน ยิ่งประชาชนร้อยละ 73.55 มองว่าคนแต่ละกลุ่มได้รับความเป็นธรรมไม่เท่าเทียมกัน ยิ่งชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างหลักความเสมอภาคกับประสบการณ์ที่ประชาชนได้รับจริง  การแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมืองเป็นข้อกังวลสำคัญ เพราะเมื่อความเป็นอิสระถูกตั้งคำถาม ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย ความเชื่อมั่นต้องเกิดจากกระบวนการที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และอธิบายต่อสาธารณะได้ เสียงเรียกร้องให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ง่ายขึ้น

ย้ำว่าความยุติธรรมต้องไม่เป็นสิทธิพิเศษของผู้ที่มีความรู้ เงิน หรืออำนาจต่อรอง การฟื้นฟูความเชื่อมั่นจึงต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่ากฎหมายคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค ไม่เลือกฐานะหรือสถานะทางการเมือง ท้ายที่สุด ความยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อมั่น มิใช่เพียงความยุติธรรมที่รัฐประกาศ หากต้องเป็นความยุติธรรมที่ประชาชนมองเห็น เข้าถึง และตรวจสอบได้จริง