LEARNING

กศจ.กทม.ได้อนุมัติโฮมสคูล20ครอบครัว เคาะแผนรับน้ำท่วม-ความปลอดภัย



กรุงเทพฯ-นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ครั้งที่ 4/2569

วันนี้ (5 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ครั้งที่ 4/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีมติที่ประชุม ดังนี้

• อนุมัติการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว (Homeschool)

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาเสนอ ให้อนุมัติการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 รวมทั้งสิ้น 20 ครอบครัว ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.) จำนวน 15 ครอบครัว (ระดับอนุบาล 9 ราย และประถมศึกษา 6 ราย) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม.กท.1) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 3 ครอบครัว และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กท.2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2 ครอบครัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบแผนการพัฒนาระบบการยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาโดยครอบครัวผ่านเว็บไซต์ ซึ่งขณะนี้ กศจ. กทม. อยู่ระหว่างการดำเนินงานและทดลองใช้ระบบ ทั้งนี้ หากระบบดังกล่าวแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยลดการใช้กระดาษ (Paperless) และส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศึกษาต่อไป

• รับทราบรายงานผลการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout

ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผ่านระบบสารสนเทศ TZD ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 เฉพาะกรณีสัญชาติไทย อายุ 3-18 ปี มีจำนวนเป้าหมายรวม 51,362 ราย ซึ่งดำเนินการสำรวจครบ 100% แล้ว โดยมีเด็กและเยาวชนที่กลับเข้าศึกษาต่อ 10,537 ราย อยู่ในการศึกษาทางเลือก 2,675 ราย ศึกษาต่อต่างประเทศ 6,022 ราย และกลุ่มอื่น ๆ พร้อมทั้งรับทราบการถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีจาก 7 โรงเรียนนำร่องในพื้นที่เพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

• รับทราบข้อมูลสารสนเทศนักเรียนย้อนหลัง 10 ปี

ที่ประชุมรับทราบรายงานข้อมูลสารสนเทศนักเรียนย้อนหลัง 10 ปี (ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560-2569) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพบว่าจำนวนนักเรียนรวมทุกสังกัดลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปีการศึกษา 2568-2569 ที่จำนวนนักเรียนลดลง 6.09% จาก 974,223 คน คงเหลือ 914,892 คน

พร้อมทั้งรับทราบรายงานผลการประเมิน PISA 2025 ของโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 53 แห่ง ซึ่งทำคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในทุกวิชา รายงานผลการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ประจำปี 2570 ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 9 คน

• รายงานสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือสถานศึกษา

ที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครรวมทั้งสิ้นประมาณ 340 แห่ง ครอบคลุมสังกัดต่าง ๆ เช่น สำนักการศึกษา กทม., สช., สพม.กท.2, สอศ., สกร., สพป.กทม., สพม.กท.1, และ สป.อว. ทั้งนี้ หน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ทั้งการมอบถุงยังชีพและน้ำดื่มให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา และปริมณฑล พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับ สป.ศธ. และ สอศ. ในการนำศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) รวมถึงศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมอาชีพออกให้บริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานพาหนะแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

"ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ นอกเหนือจากภารกิจหลักแล้ว หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกภาคส่วนจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งการสนับสนุนด้านกำลังพล การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมขัง การดูแลสุขอนามัยเบื้องต้น ตลอดจนการบรรเทาความเดือดร้อนในทุกมิติ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน" รมช.ศธ. กล่าว

ในส่วนของการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยของสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รมช.ศธ. ได้เน้นย้ำว่า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีสถานศึกษาจำนวนมากและมีอัตราการร้องเรียนในปริมาณสูง จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการปฏิบัติงานผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ในการเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนและการเข้าถึงความปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กระทรวงศึกษาธิการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และปลอดภัย พร้อมทั้งกำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ กระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความชัดเจนและสังเกตได้ง่าย นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาดำเนินการตรวจสอบและบริหารจัดการข้อร้องเรียนด้วยความยุติธรรม โปร่งใส ตลอดจนให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ การรักษาความปลอดภัย และการเก็บรักษาข้อมูลปกปิดของผู้ร้อง เพื่อให้ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ กระทรวงศึกษาธิการ สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสร้างความเชื่อมั่น และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด