ECON & BIZ
เกษตรฯโชว์กึ๋นบนเวทีPolicy Dialogue ชู'นวัตกรรมเปลี่ยนอนาคตเกษตรไทย'
กรุงเทพฯ-เกษตรฯ ชู “นวัตกรรมเปลี่ยนอนาคตเกษตรไทย” บนเวที Policy Dialogue ระดับภูมิภาค ดันวิทยาศาสตร์–เทคโนโลยี สร้างระบบเกษตรและอาหารมั่นคง ยั่งยืน รับมือวิกฤตโลก
ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกล่าวเปิดการประชุม Policy Dialogue: Agrifood Systems Transformation in Asia and the Pacific ภายใต้แนวคิด “Innovate today. Nourish tomorrow.” เนื่องในวันอาหารโลก ประจำปี 2569 (World Food Day 2026) โดยมี Mr. Alue Dohong (อลู โดฮง) Assistant Director-General/Regional Representative (ADG/RR) for Asia and the Pacific (RAP) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ร่วมกล่าวเปิดการประชุม ณ โรงแรม The Athenee Hotel กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหารของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ให้สามารถรับมือกับความท้าทายของโลก พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร ตั้งแต่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลเพื่อวางแผนและบริหารจัดการการผลิตอย่างแม่นยำ ไปจนถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า การพัฒนาทักษะเกษตรกร และการปรับรูปแบบการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้นวัตกรรมไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ในส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบเกษตรและอาหารโลก โดยเฉพาะผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่ง ซึ่งอาจส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบและบรรเทาภาระของเกษตรกร ทั้งการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม ตลอดจนการประสานความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต พลังงาน และระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการขยายช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์โลก
สำหรับการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหาร ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปรับแนวทางการพัฒนาจากการมุ่งเน้นเพียงปริมาณผลผลิต ไปสู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเชื่อมโยงประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรเข้าด้วยกัน พร้อมผลักดันการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมพลังงานทดแทน และการทำเกษตรปลอดการเผา รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปและใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรและบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของภาคเกษตรในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหาร ไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือการทำให้เกษตรกรและประชาชนเข้าถึงโอกาสและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม การค้าและการลงทุน ตลอดจนการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับ FAO ประเทศสมาชิก และภาคีทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหารของภูมิภาคให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เราเชื่อมั่นว่าการผสานพลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความร่วมมือ และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างระบบเกษตรและอาหารที่มั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืน โดยต้องไม่ทิ้งเกษตรกรรายย่อยไว้ข้างหลัง พร้อมพัฒนาแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทและความต้องการของแต่ละประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอและมีคุณภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในระยะยาว” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย
