ECON & BIZ
รมว.อุตฯบุกศูนย์ศสป.ดูน้ำท่วมนิคมอุตฯ 'ศุภจี'บุก'ไทยอกริฯ'น้ำท่วมกระทบส่งออก
กรุงเทพฯ-"วราวุธ" เยี่ยมศูนย์เฝ้าระวัง ศสป. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมแบบเรียลไทม์ สั่ง กนอ. เร่งระบายน้ำออกจากนิคมฯ ที่ได้รับผลกระทบ กำชับดูแลทั้งภาคธุรกิจและชุมชมโดยรอบ พร้อมแจง อ่างเก็บน้ำในระยอง อยู่ห่างจากพื้นที่นิคมฯ ไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่“ศุภจี” ลงพื้นที่ “ไทย อกริ ฟู้ดส์” ติดตามผลกระทบน้ำท่วม ภาคอุตสาหกรรมต้องมีแผนรับมือเป็นระดับ หนุนรัฐ-เอกชนประสานงานใกล้ชิด รักษาความต่อเนื่องการผลิต-ส่งออก
วันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. - การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมตรวจเยี่ยม ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ศสป.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดในภาคกลาง เช่น จ.สุพรรณบุรี จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งแบบเรียลไทม์จากจอเรด้า โดยพูดคุยประสานงานผ่านทางวิทยุที่มีระบบทันสมัยกับเจ้าหน้าที่กนอ. ในพื้นที่จริง จาก ศสป. ส่วนกลางไปยัง ศสป. ในนิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์จริงในปัจจุบันว่าได้รับผลกระทบอย่างไรจากสถานการณ์น้ำ เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ชลบุรี) จ.ชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งมีพื้นที่ติดกับจังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ประธานกรรมการ กนอ. นายเศรษฐรัชต์ เลือดสกุล กรรมการ กนอ. นายมณเฑียร อินทร์น้อย กรรมการ กนอ. พลเอก นเรนทร์ สิริภูบาล ที่ปรึกษาประธานกรรมการ กนอ. นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการ (ประจำสำนักผู้ว่าการ) นางนิภา รุกขมธุร์ รองผู้ว่าการ (ยุทธศาสตร์) นางบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการ (พัฒนาที่ยั่งยืน) นายธีรวุฒิ เจริญสุข รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 2) นายคณพศ ขุนทอง รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 3) นายอัฏฐพล นิธิสุนทรวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานผู้ว่าการ 1) นางปนัดดา เย็นตระกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ (ยุทธศาสตร์) นางสาวนรรัตน์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 1) นายคงวุฒิ ยอดพยุง ผู้ช่วยผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 2) นายปมุข เตพละกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 3) และผู้บริหาร กนอ. เข้ารับฟังนโยบาย

ทั้งนี้ รวอ. ได้รับรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมในเขต กทม.และปริมณฑล บางแห่งได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย จึงมาติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ของน้ำในปัจจุบัน ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางชัน และโดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ชลบุรี ที่มีน้ำเข้าไปมาก ซึ่งแต่ละนิคมอุตสาหกรรมกำลังเร่งสูบน้ำ เนื่องจากทุกนิคมอุตสาหกรรมจะมีสถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ ติดตั้งไว้ด้วย โดยนิคมอุตสาหกรรมบางชันมีสถานีสูบ 8 สถานี เครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง สถานการณ์ปัจจุบัน ณ เวลา 08.00 น. มีน้ำท่วมผิวจราจรลดลง บางจุดมีน้ำแค่ประมาณ 5-10 เซนติเมตร และบางจุดไม่มีน้ำบนผิวจราจรแล้ว ซึ่งศักยภาพการระบายแต่ละนิคมอุตสาหกรรมนั้นขึ้นอยู่กับลำคลองต่างๆ ที่อยู่โดยรอบด้วย พร้อมกันนี้ นิคมอุตสาหกรรมในเขต กทม.และปริมณฑล ได้ประสานงานกับ กทม. อยู่ตลอดเวลาว่าโครงข่ายน้ำ คลองของ กทม. และปริมณฑลอยู่ในสถานะใด รวมทั้ง กนอ. ได้ประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถทราบข้อมูลและสามารถคาดการณ์ว่าจะมีฝน หรือปริมาณน้ำฝนจำนวนเท่าไหร่ เครือข่ายคลองสามารถรองรับน้ำฝนที่จะสูบออกไปได้มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ รวอ. ยังให้ความสำคัญกับประชาชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากเวลาสูบน้ำออกไปอาจกระทบต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกอยู่แล้ว จึงสั่งการให้ กนอ. คอยตรวจสอบและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม อาทิ การมอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่อยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมบางชัน สำหรับพื้นที่ จ.ระยอง ที่มีความกังวลว่าจะมีอ่างเก็บน้ำบางแห่งอาจจะล้นหรือแตกนั้น พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่ใน จ.ระยอง อยู่ห่างไกลจากอ่างเก็บน้ำดังกล่าว จึงไม่ส่งผลกระทบ ส่วนนิคมอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี ขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำที่ควบคุมได้ ไม่มีน้ำขังอยู่บนผิวจราจรในพื้นที่ส่วนกลาง รวมทั้งในส่วนของตลาดอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อยู่ห่างไกลจากพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี จึงสามารถสร้างความมั่นใจกับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม หากประชาชนที่อยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมได้รับความเดือดร้อน สามารถโทรศัพท์มาแจ้งได้ที่หมายเลข 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเร่งดำเนินการแก้ไขทันที
“ศุภจี” ลงพื้นที่ “ไทย อกริ ฟู้ดส์” ติดตามผลกระทบน้ำท่วม

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากอุทกภัย ณ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ พริกแกง กะทิ น้ำจิ้ม และซอส โดยมีนางพัชรินทร์ สอดห่วง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ของบริษัท
นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการติดตามสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าภาคการผลิตและการส่งออกของไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและมีตลาดส่งออก ซึ่งจำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าให้กับคู่ค้า
สำหรับบริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ฯ แม้พื้นที่โดยรอบโรงงานจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ตัวโรงงานไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และบริษัทมีการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์และมาตรการดูแลพนักงานและกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
“เครื่องจักรและสายการผลิตมีความสำคัญ แต่ทรัพยากรบุคคลก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต้องดูแลพนักงานควบคู่ไปกับการดูแลการผลิต สิ่งที่บริษัทดำเนินการอยู่ถือเป็นตัวอย่างของการเตรียมความพร้อมที่ดี” นางศุภจีกล่าว
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมควรยกระดับการบริหารความเสี่ยง โดยจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเป็นเทียร์ เพื่อให้สามารถรับมือได้ตั้งแต่สถานการณ์ปกติ ไปจนถึงกรณีที่สถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งควรมีการซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์
“ถ้าเราคาดการณ์ว่าฝนจะมาในระดับหนึ่ง เราต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่าระดับที่คาดไว้ เพราะวันนี้การพยากรณ์อากาศทำได้ยากขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นโรงงานควรมีแผนรองรับหลายระดับ และต้องซักซ้อมให้สามารถรับมือกับสถานการณ์จริงได้” นางศุภจีกล่าว
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์พร้อมประสานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์มีการยกระดับและอาจกระทบต่อการผลิตหรือการส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีหน่วยงานและเครือข่ายที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและทูตพาณิชย์ทั่วโลก สามารถประสานและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ซื้อ รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้า
ขณะเดียวกัน หากเกิดปัญหาด้านการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ รถไฟ รถยนต์ หรือทางอากาศ ผู้ประกอบการสามารถประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อร่วมติดตามและหาแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการส่งออก ขณะที่กรมการค้าภายในจะเข้ามาดูแลเรื่องวัตถุดิบและการบริหารจัดการสินค้า โดยสามารถประสานการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีศักยภาพ รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการในรูปแบบ Contract Farming เพื่อให้โรงงานสามารถวางแผนวัตถุดิบล่วงหน้า และเกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังมีระบบบริการออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ ลดภาระและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือการติดต่อราชการ
“วันนี้กระทรวงพาณิชย์มารับโจทย์จากผู้ประกอบการ เราต้องการสร้างความมั่นใจว่า หากสถานการณ์มีการยกระดับ ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ภาครัฐพร้อมประสานและอำนวยความสะดวก ทั้งด้านตลาด การขนส่ง วัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ผลิตของไทยสามารถเดินหน้าการผลิตและการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง” นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ นางศุภจี ได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า เพื่อรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ
นางศุภจี ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการติดตามและประเมินความพร้อมของโรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมอาหาร โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทุกแห่งมีแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน มีการกำหนดระดับสถานการณ์ และมีการซักซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยภาครัฐจะทำหน้าที่ประสานและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้การผลิตและการส่งออกของไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน” นางศุภจี กล่าว
