ECON & BIZ
'ดร.จารุวรรณ'ถอดบทเรียนฝ่าวิกฤติหนี้ 'สหฟาร์ม'พร้อมลุกขึ้นใหม่ในวันที่บ้านล้ม
“สหฟาร์ม” ลุกขึ้นใหม่ในวันที่บ้านล้ม “ดร.จารุวรรณ” ถอดบทเรียนฝ่าวิกฤตหนี้1.5 หมื่นล้าน สู่เป้าหมาย Global Food Company ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายบัญชี การเงิน และการตลาดต่างประเทศ และเลขานุการประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารธุรกิจครอบครัวในหัวข้อ “ลุกขึ้นใหม่ในวันที่บ้านล้ม” บนเวที “ทำที่บ้าน Fam Day 2026 : ขึ้นบ้านใหม่” Presented by LINE for Business โดยเปิดมุมมองการรับมือวิกฤตและการฟื้นฟูธุรกิจ หลังสหฟาร์มเผชิญภาระหนี้สินกว่า 15,000 ล้านบาท พร้อมชี้แนวทางการก้าวต่อจากวิกฤต ด้วยการยอมรับสถานการณ์อย่างมีสติ มุ่งแก้ปัญหา และมองหาโอกาสใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
.jpg)
ดร.จารุวรรณ กล่าวว่า การเติบโตในฐานะทายาทธุรกิจไม่ได้หมายถึงการได้รับความพร้อมทุกด้านตั้งแต่ต้น หากแต่ต้องเรียนรู้จากการทำงานจริงและผ่านสถานการณ์ทางธุรกิจที่มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง โดยหลักคิดสำคัญที่ได้รับการถ่ายทอดจาก ดร.ปัญญา โชติเทวัญ ผู้เป็นบิดา คือสัจธรรมของการทำธุรกิจว่า “มีขึ้นก็ต้องมีลง มีรวยก็ต้องมีจน” ซึ่งทำให้การเผชิญวิกฤตต้องเริ่มจากการยอมรับความจริง ก่อนมองหาแนวทางในการแก้ไขและสร้างโอกาสใหม่
“ที่บ้านสุขาวดี จะมีพระพุทธรูปมือขวาชี้ฟ้า มือซ้ายชี้ดิน แสดงให้เห็นถึง สัจธรรม ที่ว่า มีขึ้นก็ต้องมีลง มีเกิดก็ต้องมีดับ มีรวยก็ต้องมีจน มีรักก็ต้องมีเลิก ถ้าทุกอย่างเป็นปกติ ก็ไม่ต้องไปเสียใจกับมัน และเดินหน้าต่อไป”
อีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสหฟาร์ม คือ ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ผู้เป็นมารดาเจ้าของและผู้บริหารที่ร่วมก่อตั้งและบริหารธุรกิจเคียงคู่กับ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ มาตั้งแต่เริ่มต้น โดยทั้งสองร่วมกันวางรากฐานและขับเคลื่อนองค์กรผ่านหลากหลายช่วงของการเติบโตและวิกฤตทางธุรกิจ
จากผู้บริหารที่ร่วมสร้างสหฟาร์มเคียงคู่กันมา ดร.มนูญศรี ต้องก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักรับภารกิจหลักในการขับเคลื่อนและประคับประคององค์กร หลังการจากไปของ ดร.ปัญญา ในปี 2567 ส่งผลให้บทบาทและภาระความรับผิดชอบในการบริหารธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ร่วมกันบริหารและรับผิดชอบองค์กร ต้องก้าวขึ้นมารับภารกิจหลักในการดูแลทั้งธุรกิจและครอบครัว ท่ามกลางความท้าทายทางธุรกิจและภาระหนี้สินกว่า 15,000 ล้านบาท
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าว ดร.มนูญศรี ยังคงเดินหน้าบริหารองค์กร ปรับทิศทางการดำเนินงาน และนำทีมงานฝ่าความท้าทาย เพื่อรักษารากฐานของธุรกิจที่ร่วมกันสร้างมาตลอดหลายทศวรรษ พร้อมวางแนวทางให้สหฟาร์มสามารถเดินหน้าต่อและสร้างการเติบโตในระยะต่อไป
ดร.จารุวรรณ ระบุว่า แนวทางของครอบครัวในการรับมือกับวิกฤต คือการมุ่งแก้ปัญหาแทนการจมอยู่กับความกังวล โดยมองว่าปัญหาทางธุรกิจต้องอาศัยการตัดสินใจและการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
“ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้เครียด ถ้าเราคิดว่าทำได้ เราจะหา 108 เหตุผลวิธีมาทำให้มันได้ แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำไม่ได้ เราก็จะหา 108 วิธีมาบอกว่าเราทำไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคืออย่าเสียเวลาอยู่กับปัญหานานเกินไป แต่ต้องตั้งสติ ยอมรับความจริง และลงมือแก้ไข”
.jpg)
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงการสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารธุรกิจ หรือ Resilience ซึ่งเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากช่วงเวลาที่สหฟาร์มเผชิญความท้าทาย โดย ดร.จารุวรรณ มองว่า แม้ช่วงเวลาที่ธุรกิจประสบปัญหาจะส่งผลต่อกำลังใจของคนในองค์กรและครอบครัว แต่สิ่งสำคัญคือการกลับมาตั้งหลัก ยอมรับความจริง และเดินหน้าต่อให้ได้
“ถ้าเราเจอวิกฤต ให้คิดว่าสะว่านั้นคือโอกาส เป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้ความคิดสติปัญญา และถ้าเราแก้ไขปัญหานั้นได้ มันคือ ‘วิชา’ เป็นประสบการณ์ที่จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น และพร้อมรับมือกับวิกฤตในครั้งต่อไป” ดร.จารุวรรณ กล่าว
สำหรับทิศทางในระยะต่อไป ดร.จารุวรรณ กล่าวว่า บทบาทของ ทายาทสายตรง ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรักษาธุรกิจเดิม แต่ต้องมองหาแนวทางในการต่อยอดและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ และการพัฒนาสหฟาร์มให้ก้าวไปสู่การเป็น Global Food Company
“ในฐานะทายาท เราก็ต้องคิดว่า สิ่งที่พ่อแม่สร้างมา เราจะต่อยอดอย่างไรให้มันไปได้ไกลกว่าเดิม ไม่ใช่แค่รักษาของเดิมเอาไว้ แต่ต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้น ทำธุรกิจให้ดีขึ้น และพาเราไปสู่การเป็น Global Food Company ที่สามารถแข่งขันกับบริษัทระดับโลกได้”
.jpg)
ทั้งนี้ ประสบการณ์ของสหฟาร์มสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารธุรกิจในช่วงวิกฤตไม่ได้มีเพียงโจทย์ด้านการเงิน แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างความเชื่อมั่น การปรับตัวขององค์กร การบริหารคน และการกำหนดทิศทางธุรกิจในระยะยาว โดยแนวทางสำคัญของผู้บริหารรุ่นต่อไปคือการนำประสบการณ์จากอดีตมาต่อยอดเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายศักยภาพของธุรกิจสู่ตลาดโลก
