SUSTAINABILITY
สงสารคนปราจีนฯแบกรับวิกฤตสองเด้ง! สังเวยน้ำท่วม26ศพ-ดินแดนถังขยะโลก
ปราจีนบุรี-เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ณ โดมสวนสุขภาพเกาะสมอ ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ภาคประชาชนในนาม "เครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง" ร่วมกับเครือข่ายชาวบ้านปราจีนบุรี จัดกิจกรรมเวทีชุมชนเชิงรุก “รู้เท่าทันโทษพิษภัยโรงงานขยะ” เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโรงงานขยะและกากอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยมี น.ส.จุฑามาศ บัวเผท่อน นายอำเภอศรีมหาโพธิ ร่วมเปิดงาน พร้อมด้วย นายสุรชัย ทนสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวหว้า (อบต.) ร่วมแสดงความคิดเห็นด้านการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน ท่ามกลางชาวบ้านและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า 500 คน
การเปิดเวทีชุมชนครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากประชาชนในรัศมีใกล้เคียงได้รับผลกระทบหนักและเกิดความวิตกกังวลต่อความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงได้มารวมตัวกันเพื่อเติมความรู้และร่วมหาแนวทางป้องกันกำจัดอันตรายจากกองกากพิษอุตสาหกรรม ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ดิน น้ำ อากาศ แหล่งอาหารธรรมชาติ ตลอดจนสุขภาพระยะยาวของคนในชุมชน

ไฮไลต์สำคัญของงาน ทางเครือข่ายฯ ได้เชิญ อ.สุจิตต์ วงศ์เทศ นักอักษรศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ขึ้นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ร่วมกันปกปักรักษามรดกวัฒนธรรมและทรัพยากรของเรา แผ่นดินผืนน้ำปราจีนต้องไม่อาบมลพิษ” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมและร่วมมือกันปกป้องท้องถิ่น
อ.สุจิตต์ กล่าวเน้นย้ำถึงความโดดเด่นของ จ.ปราจีนบุรี ว่ามีความเป็นตัวของตัวเองมาตั้งแต่อดีต เป็นเมืองท่าสำคัญในยุคทวารวดี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งอาหาร ยารักษาโรค และโบราณสถานทรงคุณค่า เช่น อโรคยศาลา, รอยพระพุทธบาทคู่, ต้นพระศรีมหาโพธิ์, พระพิฆเนศเก่าแก่อายุกว่า 1,500 ปี และแหล่งโบราณคดีเมืองศรีมโหสถ ซึ่งเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวที่ต้องได้รับการเจียระไน
"ปราจีนบุรีเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ ไม่ควรถูกรุกล้ำด้วยโรงงานกำจัดขยะที่สร้างมลพิษให้พื้นที่ ตนเคยพูดเสมอว่าพิพิธภัณฑสถานเดิมไปตั้งในพื้นที่ อ.เมืองปราจีนบุรี พอเกิดน้ำท่วมก็ถูกน้ำท่วมซ้ำซาก ควรย้ายมาตั้งในจุดที่ค้นพบจริงเพื่อเป็นจุดขาย และผลจากน้ำท่วมครั้งนี้ยิ่งทำให้มองเห็นภาพชัดเจน" อ.สุจิตต์ กล่าว

ต่อมาในการอภิปรายย่อยของวิทยากร ได้มีการหยิบยกผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทั้ง 7 อำเภอของ จ.ปราจีนบุรี ในปี 2569 นี้ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนัก และสะท้อนภาพมลพิษชัดเจนว่า การอนุญาตให้ตั้งโรงงานประเภท 105 และ 106 ในพื้นที่ กำลังเปลี่ยนให้ปราจีนบุรีกลายเป็น "ถังขยะโลก" อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ภาคประชาชนเน้นย้ำจุดยืนเรียกร้องให้มีการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อคืนความสะอาด ร่มเย็น และความปลอดภัยกลับคืนสู่เมืองศรีมโหสถและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนชาวปราจีนบุรีรวมพลังกันในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งปิดโรงงานพิษเป็นการถาวรและย้ายขยะออกนอกพื้นที่ ในโอกาสที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ โรงงานในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ระบุสรุปว่า จังหวัดปราจีนบุรีเผชิญวิกฤตน้ำท่วมหนักตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา จากผลกระทบฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและตัดขาดเส้นทางคมนาคมเป็นวงกว้างสังเวยแล้ว 26 ศพ-จมน้ำ 21 / ไฟฟ้าช็อต 5! สถานการณ์อุทกภัยระลอกนี้สร้างความสูญเสียอย่างหนัก โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตรวมแล้วถึง 26 ราย (จมน้ำเสียชีวิต 21 ราย, ถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต 5 ราย) กระจายในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่
• อ.ประจันตคาม: เสียชีวิต 7 ราย (จมน้ำทั้งหมด 7 ราย)
• อ.กบินทร์บุรี: เสียชีวิต 7 ราย (จมน้ำ 6 ราย, ไฟฟ้าช็อต 1 ราย)
• อ.ศรีมโหสถ: เสียชีวิต 4 ราย (จมน้ำ 3 ราย, ไฟฟ้าช็อต 1 ราย)
• อ.เมืองปราจีนบุรี: เสียชีวิต 3 ราย (ไฟฟ้าช็อต 1 ราย, จมน้ำ 2 ราย)
• อ.บ้านสร้าง: เสียชีวิต 3 ราย (จมน้ำ 2 ราย, ไฟฟ้าช็อต 1 ราย)
• อ.ศรีมหาโพธิ: เสียชีวิต 2 ราย (จมน้ำ 1 ราย, ไฟฟ้าช็อต 1 ราย)

โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบเรียงตามลำดับ ได้แก่ อ.เมืองปราจีนบุรี (16,667 ครัวเรือน), อ.ศรีมหาโพธิ (12,242 ครัวเรือน), อ.กบินทร์บุรี (11,082 ครัวเรือน), อ.บ้านสร้าง (9,669 ครัวเรือน), อ.ประจันตคาม (7,852 ครัวเรือน), อ.ศรีมโหสถ (1,730 ครัวเรือน) และ อ.นาดี (485 ครัวเรือน)
ความเสียหายทางการเกษตรครอบคลุม 7 อำเภอ 64 ตำบล 508 หมู่บ้าน
• ด้านพืช: เกษตรกรเดือดร้อน 9,632 ราย พื้นที่เสียหายรวม 109,685 ไร่ (นาข้าว 102,595 ไร่, พืชไร่/พืชผัก 2,080 ไร่, ไม้ผล-ไม้ยืนต้น 5,010 ไร่)
• ด้านประมง: เกษตรกรเดือดร้อน 4,476 ราย พื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำเสียหาย 58,732.75 ไร่
• ด้านปศุสัตว์: เกษตรกรเดือดร้อน 1,986 ราย สัตว์เลี้ยงประสบภัยรวม 447,487 ตัว
สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี ล่าสุดระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งทุกสถานีและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ อ.นาดี, อ.ประจันตคาม และ อ.กบินทร์บุรี เข้าสู่สภาวะปกติอยู่ระหว่างฟื้นฟู ขณะที่ อ.เมืองปราจีนบุรี, อ.ศรีมหาโพธิ, อ.ศรีมโหสถ และ อ.บ้านสร้าง ระดับน้ำทยอยลดลงแต่ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ
ทางจังหวัดปราจีนบุรีได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้ประสบภัยรวม 19 แห่ง มีประชาชนเข้าพักพิง 755 คน (อ.บ้านสร้าง 11 แห่ง 451 คน, อ.เมืองปราจีนบุรี 4 แห่ง 216 คน, อ.ศรีมหาโพธิ 3 แห่ง 50 คน และ อ.ศรีมโหสถ 1 แห่ง 38 คน) พร้อมบูรณาการมูลนิธิ-สมาคมกู้ภัย 42 แห่ง และศูนย์ ปภ. เขต ต่าง ๆ ระดมช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เชิญสิ่งของพระราชทาน จำนวน 3,000 ชุด มอบแก่ผู้ประสบภัย และเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี องค์ประธานที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ย่านายก สภากาชาดไทย ได้มอบถุงยังชีพพระราชทานอีกจำนวน 1,050 ถุง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีอย่างทั่วถึง
“สุชาติ”สั่งคพ.ลุยสางวิกฤตฟิล์มน้ำมันปราจีนบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดปราจีนบุรี จากสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่หลังน้ำท่วมลดระดับ ได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานด่วนจาก ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรณีตรวจพบฟิล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมได้กำชับให้ คพ. บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ ควบคุมการแพร่กระจายของคราบน้ำมัน และป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
นายสุชาติเปิดเผยต่อไปว่า แม้ปัญหาดังกล่าวจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ทางกรมควบคุมมลพิษได้ตัดสินใจเข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำทันทีโดยไม่ต้องรอ เพื่อเร่งคลี่คลายความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ ดร.รวิวันท์ ภูริเดช เข้ามาควบคุมและกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น สำหรับกรณีพบปลาตายในพื้นที่ดังกล่าวนั้น นายสุชาติระบุว่าเป็นบริเวณปลายน้ำ ไม่ใช่ต้นน้ำ และจากข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตามหลักวิทยาศาสตร์ คาดว่าอาจเกิดจากปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำ อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ได้นำตัวอย่างปลาและน้ำไปตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันสาเหตุที่แท้จริงอย่างโปร่งใสและรัดกุม
ในส่วนของการดำเนินคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ได้สั่งการให้แจ้งความดำเนินคดีกับโรงงานที่เป็นต้นเหตุปล่อยน้ำสีรุ้งลงสู่แหล่งน้ำตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้แล้ว หลังเจ้าหน้าที่แกะรอยและตรวจสอบเส้นทางน้ำจนพบแหล่งกำเนิดที่แน่ชัด พร้อมลั่นวาจาจะไม่ยอมปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล เนื่องจากเป็นการสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ด้าน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้กองจัดการคุณภาพน้ำ (กจน.) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สคพ.7 สระบุรี) ร่วมประชุมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อกำหนดแนวทางจัดการคุณภาพน้ำในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ หลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มลดลง แต่ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับฟิล์มน้ำมันที่ตรวจพบ
ภายหลังการประชุม เจ้าหน้าที่ คพ. ได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในอำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอศรีมโหสถ พร้อมกำชับบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด เร่งสำรวจพื้นที่และวางมาตรการป้องกันไม่ให้น้ำเสียรั่วไหลออกจากบริเวณโรงงาน รวมทั้งประสานกรมเจ้าท่าเพื่อสนับสนุนทุ่นกักคราบน้ำมัน ป้องกันการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี

สำหรับมาตรการเฝ้าระวัง ได้กำหนดจุดติดตั้งทุ่นซับน้ำมันในคลองบางพลวง 3 จุด ได้แก่ บริเวณสะพานคำผักชี สะพานม่วงขาว และสะพานหัวไผ่เทศ โดยหากตรวจพบฟิล์มน้ำมัน จะใช้แผ่นดูดซับรวบรวมคราบน้ำมันและนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
นายสุชาติกล่าวเน้นย้ำในตอนท้ายว่า ได้กำชับให้ คพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งนำผลวิเคราะห์มาประกอบการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษ ปกป้องแหล่งน้ำ และป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
มานิตย์ สนับบุญ /ปราจีนบุรี
