IN NEWS
ครม.รับทราบ 'ออกกฎกระทรวง'ประกาศ ระเบียบการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม'68
กรุงเทพฯ-วันนี้ (20 ตุลาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถออกกฎหมายลำดับรองให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ที่กระทรวงคมนาคมเสนอเป็นการดำเนินการตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ (ต้องดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองให้เสร็จภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2569) แต่โดยที่ได้มีคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 กำหนดให้เพิ่มระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมาย ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จากเดิมไม่น้อยกว่า 15 วัน เป็นไม่น้อยกว่า 30 วัน รวมทั้งกำหนดให้หน่วยงานรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ในชั้นเสนอหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็นภายหลังจากที่มีร่างกฎหมายแล้ว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 จึงส่งผลให้แผนการดำเนินงานออกกฎหมายลำดับรองตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เกิดความล่าช้า นอกจากนี้ร่างกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการจัดเก็บค่าโดยสารและโครงสร้างรายได้ของผู้ให้บริการระบบขนส่งทุกภาคส่วน กระทรวงคมนาคมจึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มเติมในการประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการระบบขนส่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นเชิงเทคนิคและข้อจำกัดในทางปฏิบัติเพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาของร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าวให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป จึงจำเป็นต้องรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เสร็จแล้วรวม 20 ฉบับ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองแล้วเสร็จครบทั้ง 20 ฉบับ ภายในปี 2569
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานระบบตั๋วร่วมในเชิงระบบ สนับสนุนการดำเนินการระบบตั๋วร่วม และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศ ดังนี้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์สำคัญต่อประชาชนและยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ ดังนี้
1. การลดภาระค่าครองชีพประชาชน การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมโดยยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนระหว่างผู้ให้บริการ จะส่งผลให้ค่าบริการโดยรวมลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
2. การอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทางประชาชนสามารถใช้บัตรหรือสื่อการชำระเงินเพียงใบเดียวเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารได้อย่างไร้รอยต่อ
3. การบรรเทาปัญหาจราจรและมลพิษ ระบบตั๋วร่วมจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากขนส่งส่วนบุคคลเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการบูรณาการมาตรฐานทางเทคโนโลยี ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วม
4. การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายในการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตัวร่วม ควบคุมคุณภาพการบริการการจัดสรรรายได้ระหว่างผู้ประกอบการ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วโดยเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องดังกล่าวได้ และมีข้อสังเกตว่า กระทรวงคมนาคม (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) ควรเร่งรัดการดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบกระเทือนถึงสภาพบังคับทางกฎหมายของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
