THAILAND

ปราจีนบุรีอ่วมอลูมิเนียม-แอมโมเนียพุ่ง! ทะลักแม่น้ำจี้รัฐประกาศ'เขตควบคุมมลพิษ'



ปราจีนบุรี- เมื่อเวลา 19.35 น. วันที่ 24 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี จากกรณีเกิดกระแสความวิตกกังวลอย่างหนักในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี หลังกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ออกมายอมรับเรื่องความคลาดเคลื่อนในการรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำช่วงน้ำท่วม โดยสลับค่าสารเคมีและยืนยันพบปริมาณแอมโมเนียพุ่งสูง 0.559–3.547 มก./ลิตร และค่าอะลูมิเนียมสูงถึง 0.22–0.48 มก./ลิตร เกณฑ์มาตรฐาน จนสร้างความหวาดผวาให้แก่ชาวบ้านและเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังตลอดลำน้ำปราจีนบุรีเป็นอย่างมาก

นางบุษบงก์ ชาวกัณหา ตัวแทนภาคประชาสังคม จ.ปราจีนบุรี และอดีตคณะกรรมาธิการการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยเตือนภัยผ่านผู้สื่อข่าวว่า แม่น้ำปราจีนบุรีเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต เกษตรกรรม และการเลี้ยงสัตว์น้ำ การพบสารอะลูมิเนียมซึ่งเป็นโลหะหนักพุ่งสูง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นภัยเงียบทำลายห่วงโซ่อาหาร สารอลูมิเนียมจะเข้าไปเกาะทำลายเหงือกปลา เกิดเมือกอุดตันจนปลาขาดอากาศตายเฉียบพลัน และที่น่ากลัวที่สุดคือ ย่อยสลายยาก จะตกค้างสะสมในดิน ตะกอน พืชน้ำ และเนื้อปลา ส่งต่อความเสี่ยงถึงผู้บริโภคในระยะยาว 

นางบุษบงก์ กล่าวต่อว่า ปัญหาการปนเปื้อนครั้งนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือ แอมโมเนีย ที่เกินเกณฑ์ (ปกติไม่เกิน 0.1 มก./ลิตร) ซึ่งมาจากสารอินทรีย์ จะย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติใน 2 สัปดาห์ ไม่ส่งผลต่อคนโดยตรงแต่อาจกระทบสัตว์น้ำชั่วคราว แต่ตัวที่น่ากลัวจริงคือ อะลูมิเนียม ซึ่งเกินมาตรฐานน้ำดื่ม แม้ไม่ทำให้เกิดโรคเฉียบพลันทันที แต่ทำให้ชาวบ้านและกลุ่มคนจนไม่สามารถนำน้ำมาอุปโภคบริโภคได้ และหากสะสมร่วมกับโลหะหนักอื่นอย่างแคดเมียมหรือปรอท จะอันตรายถึงขั้นก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท!

 

จากการลงพื้นที่ ภาคประชาสังคมปักใจเชื่อว่า ต้นตออลูมิเนียมทะลักไม่ได้เกิดจากการชะล้างหน้าดินตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เพราะตามธรรมชาติมีน้อยมาก แต่น่าจะหลุดรอดมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม หลอมโลหะ และบ่อฝังกลบขยะ ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ และใกล้เคียง ที่ตั้งอยู่ไม่เหมาะสม เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่จึงชะล้างสารพิษและไฮโดรคาร์บอนลงสู่แหล่งน้ำใต้ดินและแม่น้ำ 

"ลำพังท้องถิ่นแก้เองไม่ได้แล้ว ต้องใช้วิจัยและงบมหาศาล ภาคประชาสังคมเตรียมเข้ายื่นหนังสือถึง คพ. ดันประกาศ จ.ปราจีนบุรี เป็น 'เขตควบคุมมลพิษ' ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ 2535 ดึงงบรัฐบาลเข้ามาฟื้นฟูเร่งด่วน โดยขณะนี้ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำและดินตรวจเชิงลึกในห้องแล็บแล้ว เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน" นางบุษบงก์ กล่าวเน้นย้ำ 

ภาคประชาสังคมจึงเรียกร้อง 3 มาตรการด่วน ให้รัฐเร่งสืบหาโรงงานต้นตออย่างตรงไปตรงมา สุ่มตรวจสารตกค้างในปลาและตะกอนดินต่อเนื่อง พร้อมวางแผนเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังทันทีหากเกิดวิกฤตปลาตายยกกระชัง ก่อนที่พิษโลหะหนักจะลามกระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารระดับประเทศ 

ขณะที่ “เฮียมน” ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำปราจีนบุรี ได้ออกมาสะท้อนเสียงความเดือดร้อนอย่างรุนแรงว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตคุณภาพน้ำในครั้งนี้อย่างประเมินค่าไม่ได้ โดยเป็นผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำปราจีนบุรีเขต อ.เมืองปราจีนบุรี มีจำนวนรวม 23 กระชัง มีปริมาณปลาประมาณ 1,500 ตัวต่อกระชัง มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงราว 3.22 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรมีกำหนดจะทยอยจับผลผลิตในช่วงวันที่ 20 ตุลาคมนี้ (จำนวน 10 กระชัง) และวันที่ 15 พฤศจิกายน สำหรับส่วนที่เหลือ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตปลาไม่สามารถรอดชีวิตได้ 

เฮียมนเปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการชะล้างตามธรรมชาติเท่านั้น แต่มวลน้ำได้ไหลหลากเข้าท่วมและชะล้างระบบบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนบ่อกักเก็บของเสียจากย่านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง (ทุนจีน) ที่ล้นทะลักลงสู่แม่น้ำสายหลัก ส่งผลให้มวลน้ำในแม่น้ำเน่าเสียอย่างรุนแรง ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ปลาจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ (จากเกณฑ์ขั้นต่ำที่ควรอยู่ที่ 3) ทำให้ปลาขนาดใหญ่ที่ใกล้จับขายและกินอาหารเต็มที่เริ่มประสบปัญหาหนัก ขณะที่ภาครัฐไม่มีระบบการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำท่วมและสารพิษล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรตั้งตัวไม่ทันและสูญเสียเงินลงทุนไปต่อหน้าต่อตา 

นอกจากนี้ ในประเด็นการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ภาครัฐมักตรวจวัดเพียงผิวเผินและล่าช้า ทำให้กลุ่มเกษตรกรต้องควักทุนส่วนตัวจ้างห้องปฏิบัติการเอกชนตรวจวิเคราะห์ค่าสารเคมีด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงมาใช้ต่อสู้ทางกฎหมายและความจริงใจจากภาครัฐ ในขณะที่การช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก เช่น เงินช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้รับจัดสรรเพียงหลักหมื่นบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อต้นทุนค่าอาหารปลาและภาระหนี้สิน 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรหลายรายต้องดิ้นรนนำโฉนดที่ดินและบ้านไปจำนองเพื่อหาทุนมาประคับประคองซื้ออาหารให้ปลาที่ยังเหลือรอด แต่ด้วยคุณภาพน้ำที่แย่และขาดมาตรการเยียวยาที่ตรงจุด เกษตรกรส่วนใหญ่จึงต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาลและจ่อล้มละลาย 

ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังจึงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งตรวจสอบหาต้นตอการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง พร้อมทั้งทบทวนมาตรการชดเชยและเยียวยาความเสียหายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพื่อช่วยพยุงลมหายใจของเกษตรกรรายย่อยในลุ่มน้ำปราจีนบุรีที่ไม่สามารถแบกรับภาระลำพังได้อีกต่อไป 

มานิตย์  สนับบุญ / ปราจีนบุรี