POLITICS
นักวิชาการชี้'ยาสูบเป็นวิกฤตของประเทศ' แนะคงกม.ห้ามนำเข้า-ขายบุหรี่ไฟฟ้า
กรุงเทพฯ-นักวิชาการชี้ “ยาสูบเป็นวิกฤตของประเทศ” เสนอแนะรัฐบาล คงกฎหมายห้ามนำเข้าห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า/HTPs เปลี่ยนการเก็บภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว/ปรับเพิ่มภาษีตามมูลค่าและปริมาณ เร่งปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย รวมทั้งต้องป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากธุรกิจยาสูบ เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชน
ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แจ้งว่า เมื่อ 22 ต.ค. 2569 ศจย.ได้รับเชิญจากประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เข้าให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ ทั้งบุหรี่แบบเผาไหม้ และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชน

ในประเด็นเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่แบบเผาไหม้ และบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้ง Heat-not burn Tobacco Product (HTPs) และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการ ศจย. ให้ข้อมูลว่า ผลิตภัณฑ์ข้างต้นล้วนแล้วแต่มีนิโคติน ซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์เสพติดสูงสุด โดยเฉพาะนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า HTP บางรุ่น และ Nicotine Pouch เป็นนิโคตินสังเคราะห์ที่ดูดซึมได้มากกว่า และเร็วกว่านิโคตินธรรมชาติในบุหรี่มวน และสามารถเติมได้มากเป็น 1,000 เท่าของบุหรี่มวน จึงเสพติดได้ง่ายกว่า และเกิดโรค Nicotine Dependence ได้สูงกว่าบุหรี่มวน ที่สำคัญนิโคตินเป็นอันตรายต่อทุกระบบของร่างกาย ทั้งปอด หัวใจ และสมอง โดยเฉพาะการพัฒนาสมองของเด็กตั้งแต่ในครรภ์จนถึงอายุ 25 ปี น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ายังทำให้เกิดโรค EVALI (ปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน) และนิโคตินยังกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระทำให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้บุหรี่ไฟฟ้ามีรายงานพบว่าทำให้เกิดระเบิดและเสียชีวิตได้ ทั้งนี้จากผลวิจัยของสำนักงานพัฒนานโยบายระหว่างประเทศ (IHPP) ปี 2569 พบว่า ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลโรคที่เกี่ยวกับยาสูบสูงเป็น 6.8 เท่าของภาษีที่เก็บได้

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากที่ระบุถึงความไม่ปลอดภัยของ HTP ทั้งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคปอด ถุงลมโป่งพอง และโรค NCDs ไม่ช่วยเลิกบุหรี่ เพิ่มนักสูบหน้าใหม่ และทำให้คนที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วกลับมาสูบใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่าบุหรี่ไฟฟ้า HTP ยังมีสารเคมีอันตรายหลายชนิดที่แตกต่างไปจากบุหรี่ธรรมดา
ซึ่งระหว่างปี 2564-2568 ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อศึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อสังเกตจากนักวิชาการควบคุมยาสูบว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติรวม 3 คณะ ได้แก่ 1) อนุกมธ.พิจารณาศึกษาเรื่องยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ในคณะกมธ.พาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร 2) อนุกมธ.พิจารณาศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและติดตามการบังคับใช้กฎหมายด้านการสาธารณสุข ในคณะกมธ.สาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และ 3) คณะกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย
จากข้อมูลพบว่าคณะกมธ.ทั้ง 3 คณะดังกล่าว มีเครือข่ายที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจยาสูบเข้าร่วมในฐานะที่ปรึกษากมธ. ผู้สังเกตการณ์ และกมธ. และยังมีส่วนในการร่างรายงานผลการศึกษาของคณะกมธ.เพื่อสนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายด้วย ซึ่งขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบมาตรา 5.3 ที่ระบุใน แนวปฏิบัติข้อ (3) รัฐภาคีต้องไม่ให้อุตสาหกรรมยาสูบหรือผู้ที่กระทำการเพื่อผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยาสูบ มีส่วนร่วมในการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ เนื่องจากผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยาสูบขัดกับเป้าหมายการสาธารณสุขโดยตรง
ดังนั้นการที่คณะกมธ.การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรในชุดปัจจุบันได้มีแนวคิดที่จะผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้า HTPs ถูกกฎหมายจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะจะถูกสังคมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติเช่นเดียวกับคณะกมธ. 3 ชุดก่อนหน้านี้หรือไม่ เนื่องจากในขณะนี้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติกำลังมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย และได้มีการวิ่งเต้นให้บุหรี่ประเภทนี้ถูกกฎหมายในหลายๆ ประเทศที่เคยมีกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้า เช่น อุรุกวัย ปานามา อียิปต์ เคนย่า และไต้หวัน โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง harm reduction แบบผิดๆ และบิดเบือนข้อความขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา

ศ.พญ.สุวรรณา ได้เสริมว่า จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ปี 2568 พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทยต่ำกว่าประเทศอังกฤษ และนิวซีแลนด์ที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยดำเนินนโยบายห้ามนำเข้า/ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าถูกทางแล้ว นอกจากนี้อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทยยังลดลงถึง ร้อยละ 40 ภายหลังจากการที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าจริงจัง 26 ก.พ. 2568 ซึ่งบุหรี่ผิดกฎหมายทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 30,000 ล้านบาท/ปี
ในกรณีที่กมธ.การสาธารณสุขมีแนวคิดต้องการให้ HTP ถูกกฎหมายเพื่อให้มีทางเก็บภาษีเพิ่มรายได้นั้น ศ.พญ.สุวรรณา ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลเปลี่ยนอัตราการจัดเก็บภาษียาสูบเป็น 2 อัตรา คือ อัตรา 40% สำหรับบุหรี่ที่มีราคาแพง และ 20% สำหรับบุหรี่ราคาไม่แพง บุหรี่ต่างประเทศจึงลดราคาลงต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อยเพื่อเสียภาษีลดลงเท่าตัว ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ลดลงปีละราว 10,000 ล้าน และบุหรี่ที่ผลิตในประเทศสูญเสียการครองตลาด รายได้ของการยาสูบฯลดลงฮวบฮาบสร้างผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ยาสูบเสนอแนะให้กระทรวงการคลังปรับการเก็บภาษียาสูบกลับไปเป็นอัตราเดียว โดยเริ่มต้นที่ร้อยละ 30 และตามปริมาณที่ 35 บาท/ซอง จะทำให้ลดอัตราการสูบในเยาวชนลงได้ 24% และในผู้ใหญ่ 2.4% ช่วยรักษาชีวิตคนไทยได้กว่า 59,056 คน จากโรคที่หลีกเลี่ยงได้ และรัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่ม 57,419 ล้านบาท/ปี ขณะเดียวกันสามารถลดปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายได้ 5.8%
จากข้อมูลรอบด้านเบื้องต้น ผศ.ดร.นพ.วิชช์ ได้สรุปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้ 1) ขอให้รัฐบาลคงกฎหมายห้ามนำเข้า/ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารวมถึง HTPs 2) ขอให้รัฐบาลเปลี่ยนการเก็บจัดภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นอัตราเดียว และปรับเพิ่มการเก็บภาษีตามมูลค่า และปริมาณเพื่อให้กลับไปสู่ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีดังเช่นก่อนปี 2560 เพื่อเพิ่มรายรับภาครัฐ ที่สำคัญลดจำนวนผู้สูบ 3) ขอให้เร่งการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย โดยเข้าร่วมสัตยาบันในพิธีสารเพื่อขจัดการค้ายาสูบผิดกฎหมาย และการป้องกันการแทรกแซงนโยบายสาธารณะจากธุรกิจยาสูบ 4) ให้เรื่องการควบคุม NCD เป็น ‘วาระทั้งรัฐบาล’ ที่นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการแบบบูรณาการ และ 5) ยกเลิก ร่าง พ.ร.บ.กองทุน สสส. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกุลและคณะ ที่จะทำให้ สสส. อ่อนแอในการดำเนินการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ รณรงค์ป้องกัน และสร้างองค์ความรู้ เพื่อควบคุมยาสูบวิกฤตของประเทศ
