IN NEWS

สรุปการประชุมครม.วันนี้5ประเด็นสำคัญ ‘ซ่อมสส.สระแก้ว-ปธ.อาเซียน-รับภัยพิบัติ



กรุงเทพฯ-สรุปมติครม.สำคัญวันนี้ ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. …./ครม.เห็นชอบการเตรียมการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571/ครม. มีมติอนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตกงสุลของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำกรุงเทพมหานคร การขอเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต/ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยและกระทรวงสาธารณสุขภูฏาน/ครม. อนุมัติโครงการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแรงงาน ตั้งเป้าเพิ่มทักษะคนไทย 32,000 คน รองรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เปิดโอกาสทำงานและสร้างอาชีพใหม่ พร้อมเสริมกำลังคนให้ภาคธุรกิจไทย/ครม. เห็นชอบร่าง “ปฏิญญากรุงเทพ” ผนึกเอเชีย–แปซิฟิก ใช้ดาวเทียม–AI รับมือภัยพิบัติ หนุนเกษตรและการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันนี้ (27 ต.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3       แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. …. ด้วยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ของนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 (2) ในวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เนื่องด้วยตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ว่างลงซึ่งมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่าง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ครม.เห็นชอบการเตรียมการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571

นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้การเป็นประธานอาเซียนเป็นวาระแห่งชาติระหว่างปี 2570 – 2571 และมอบหมายให้คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม โดยให้กำกับดูแลภาพรวมการเตรียมการและการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571       

ประโยชน์การเป็นประธานอาเซียนของไทย มีดังนี้ 1) การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมบทบาทนำของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และผลักดันวาระที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนชาวไทย โดยไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการต่อยอดจุดแข็งและข้อริเริ่มของไทยในด้านต่าง ๆ ให้เป็นวาระร่วมของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและบทบาทของไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการกำหนดทิศทางในอนาคตของอาเซียนต่อไป

2) การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยมิได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน โดยไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและกิจกรรมในระดับต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งร้อยรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ บุคลากร และการประสานงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มและก่อตั้งอาเซียน ตลอดจนสามารถใช้โอกาสจากการเป็นประธานในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทย เสริมสร้างบทบาทและความน่าเชื่อถือของไทยในภูมิภาค และขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของอาเซียนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ครม. มีมติอนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีกำหนดเขตกงสุลของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา

นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 (เรื่อง การเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำกรุงเทพมหานคร) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 (เรื่อง การสิ้นสุดหน้าที่ของกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทย และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทยในฐานะหัวหน้าสถานทำการทางกงสุล) เฉพาะในส่วนการกำหนดเขตกงสุล จากเดิมที่มีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย เป็นมีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย ยกเว้นจังหวัดภูเก็ต

พร้อมทั้ง เห็นชอบการเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้ง นายธนิต ตันติวิท ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ครม.เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย-ภูฏาน

นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง พร้อมทั้ง อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

สาระสำคัญของเรื่องมีดังนี้ 1. ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน มีสาระสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ (1) หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (2) การป้องกันและควบคุมโรค (3) ความร่วมมือด้านการรักษาพยาบาลเฉพาะทาง รวมถึงโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับหัตถการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน และการให้การสนับสนุนทางวิชาการในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โดยสอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพที่สำคัญของภูฏาน ภาระโรค ความชุกของโรค และการจัดลำดับความสำคัญของการให้บริการ (4) ความร่วมมือด้านสุขภาพดิจิทัล รวมถึงการแพทย์ทางไกล การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและแผนที่ข้อมูลสุขภาพปัญญาประดิษฐ์ และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพดิจิทัล รวมทั้งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว

(5) ทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพ (6) การแพทย์แผนดั้งเดิม (7) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการ (8) การศึกษาและการวิจัยทางการแพทย์ (9) ความร่วมมือในการส่งต่อผู้ป่วยชาวภูฏานเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลข้ามพรมแดน ไปยังโรงพยาบาลภาครัฐตติยภูมิที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยและการจัดการด้านการดำเนินงาน โดยเป็นไปตามระบบบบริการสุขภาพและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของคู่ภาคี (10) การให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยอาหารและการทดสอบคุณภาพยา (11) การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (12) ระบบกำกับดูแลแห่งชาติ (13) การทูตด้านสุขภาพโลก (14) การเสริมสร้างความร่วมมือใต้ – ใต้  (15) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อยกระดับสุขภาพด้านศัลยกรรมกระดูกและระบบกล้ามเนื้อ และ (16) สาขาความร่วมมืออื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

2. ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 4 (7) ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

 “ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของไทย สามารถปฏิบัติได้ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะเป็นกลไกส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสองประเทศให้มีความเข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนการพัฒนาการดูแลสุขภาพและการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาลทุ่ม 972 ล้านบาท ปั้นแรงงานไทย 32,000 คน รับเทรนด์พลังงานสะอาด

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการจ้างฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อการออกแบบติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ รองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี วงเงิน 972,213,300 บาท โดยขอจัดสรรงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ตั้งเป้าฝึกอบรมแรงงาน 32,000 คน ให้พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่กำลังขยายตัว

ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แต่ยังครอบคลุมโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ระบบผลิตไฟฟ้าบนผิวน้ำ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านการออกแบบ ติดตั้ง และดูแลระบบอย่างปลอดภัยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งการต่อยอดความรู้จากอาชีพเดิม (Up-skill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Re-skill) เพื่อเพิ่มโอกาสทำงานและประกอบอาชีพ พร้อมช่วยให้ภาคธุรกิจมีบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดข้อจำกัดด้านแรงงานเฉพาะทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โครงการนี้จึงเป็นการเตรียมแรงงานไทยให้พร้อมคว้าโอกาสจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสทางอาชีพให้ประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

ครม. เห็นชอบร่าง “ปฏิญญากรุงเทพ” ผนึกเอเชีย–แปซิฟิก ใช้ดาวเทียม–AI รับมือภัยพิบัติ

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Bangkok Ministerial Declaration on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific) ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ พร้อมเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองปฏิญญาดังกล่าวในการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ สมัยที่ 5 ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร

ร่างปฏิญญากรุงเทพมุ่งยกระดับความร่วมมือของประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ในการนำเทคโนโลยีอวกาศ ข้อมูลดาวเทียม และภูมิสารสนเทศ ผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data เพื่อสนับสนุนการรับมือภัยพิบัติ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การวางแผนการเกษตร และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 “เทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีข้อมูลสำหรับเฝ้าระวังน้ำท่วม ติดตามภัยแล้ง วางแผนการเพาะปลูก และบริหารจัดการทรัพยากรได้แม่นยำยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงของประชาชน”

นอกจากนี้ ร่างปฏิญญายังให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้และต่อยอดการใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ร่างปฏิญญากรุงเทพเป็นการแสดงเจตนารมณ์และความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างประเทศ มิใช่สนธิสัญญาหรือข้อตกลงที่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย