IN NEWS
'ศุภจี'รุกหนักอุ้มSMEคุมCredit Term- ค่าGPลุยทบทวนกติกาแพลตฟอร์มดิจิทัล
กรุงเทพฯ-วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อศึกษาแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมในการจัดอันดับและแนะนำสินค้า ซึ่งมีผลต่อโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคของผู้ประกอบการ พร้อมเดินหน้าทบทวนกลไกกำกับดูแลให้ทันต่อรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะ SME สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

นางศุภจี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแก้ปัญหาระยะเวลาชำระเงินค่าสินค้าและบริการ (Credit Term) ที่ทำให้ SME ต้องรอรับเงินจากคู่ค้ารายใหญ่เป็นเวลานาน ไปจนถึงการดูแลค่าธรรมเนียมการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือค่า GP ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย โดยใช้กลไกของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาแก้ไขปัญหา เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้เงื่อนไขทางการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามปัญหาดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลมีความซับซ้อนมากกว่าต้นทุนและเงื่อนไขทางการค้า โดยเฉพาะระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่มีบทบาทในการจัดอันดับ แนะนำสินค้า และกำหนดการมองเห็นของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละราย เนื่องจากปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์มีการใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มการมองเห็นและเข้าถึงลูกค้าอย่างแพร่หลาย ผู้ประกอบการที่มีเงินทุนมากจึงอาจมีความได้เปรียบในการทำตลาด ขณะที่ SME ซึ่งมีงบประมาณจำกัดอาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
“ที่ผ่านมาเราพยายามแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของ SME ทั้งเรื่อง Credit Term และค่า GP แต่เมื่อมองลึกลงไปในระบบการค้าออนไลน์ จะเห็นว่าการแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว การที่ผู้บริโภคจะมองเห็นสินค้าของใครก็มีความสำคัญเช่นกัน เราจึงต้องทำความเข้าใจว่าระบบอัลกอริทึมเหล่านี้ส่งผลต่อการแข่งขันอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการรายเล็กยังมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าและเติบโตได้ แม้จะมีเงินทุนทำการตลาดไม่มากนัก” นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ นางศุภจีเน้นย้ำว่า การซื้อโฆษณาและการส่งเสริมการขายเป็นกลไกทางธุรกิจตามปกติ และมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือความโปร่งใสของหลักเกณฑ์การจัดอันดับและแนะนำสินค้า รวมถึงเงื่อนไขทางการค้าที่อาจทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มเสียเปรียบหรือมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในตลาดที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย จึงจำเป็นต้องศึกษาว่ากลไกการแข่งขันในปัจจุบันสามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการทุกขนาดได้อย่างเพียงพอหรือไม่
สำหรับมาตรการระยะสั้น รัฐบาลได้หารือขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok เพื่อบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมของผู้ประกอบการ SME โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มได้ตอบรับแนวทางการปรับลดค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดต้นทุนการจำหน่ายสินค้าและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นว่าการดูแลต้นทุนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ จึงต้องพิจารณาถึงโครงสร้างการแข่งขันบนแพลตฟอร์มในภาพรวมควบคู่กันไป
สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่ประชุมได้หารือถึงความจำเป็นในการทบทวนกฎหมายและกลไกกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถรองรับรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เพียงใด รวมถึงศึกษาประสบการณ์จากต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไปพร้อมกัน
นางศุภจีจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง ร่วมกันศึกษาข้อจำกัดของกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ พร้อมพิจารณาแนวทางรองรับการแข่งขันทางการค้าในยุคดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างรอบด้าน
“สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างกติกาที่ทำให้ผู้ประกอบการทุกขนาดมีโอกาสแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะ SME ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สร้างอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของเราคือการทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยอย่างทั่วถึง” นางศุภจีกล่าวทิ้งท้าย
