ECON & BIZ
มุมมอง10กูรูวงเสวนา 'ไทย-จีน-อินเดีย' การเชื่อมโลกการค้าบนบริบทมหาเอเชีย
หลายปีมาแล้วที่สถานการณ์โลกปัจจุบันมีความผันผวนสูง สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเป็นความขัดแย้งรุนแรงด้านการเมืองในยุโรปรบกันมากว่า 4 ปีแล้วยังไม่จบ สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน รอบล่าสุดตั้งแต่ต้นปีอาจบานปลาย เพราะผู้จุดชนวนชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯยังอยู่ในตำแหน่งอีก 2 ปี แม้จะมีโอกาสพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้
นอกจากแรงกระแทกจากสงคราม โลกวันนี้ยังมีหลายขั้ว ซึ่งมีทั้งแรงฉุด แรงต้าน แรงท้าทายสูง ทำให้การค้าการลงทุนระหว่างประเทศยุคนี้ไม่ง่ายอย่างยุคสมัยก่อนที่สามารถฝากอนาคตไว้กับตลาดเดียว แต่วันนี้ผู้ประกอบการต้องมีแผนประกันความเสี่ยง ต้องมองทิศทางลม ซึ่ง “ลมตะวันตก” กำลังอ่อนแรง สหรัฐฯที่สถาปนาตนเองเป็นผู้นำโลกมายาวนานกำลังหนี้ท่วมหัว ยุโรปที่เคยเป็นนักล่าอาณานิคมกำลังเกิดจลาจลในบ้าน ขณะที่ “ลมตะวันออก” กำลังพัดแรง สาธารณรัฐประชาชนจีนเติบโตไม่หยุดด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรม อินเดียจำนวนประชากรแซงหน้าจีน ชนชั้นกลางขยายตัว แรงงานมีไม่จำกัด กำลังโตอย่างก้าวกระโดด

ในบรรยากาศโลกเช่นนี้ประเทศไทยไม่สามารถทำตัวเป็นไผ่ลู่ลมได้ตลอดไป หรือต้องเป็นลูกไล่ของมหาอำนาจและยักษ์ใหญ่ แต่ต้องรู้จักใช้สภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร จุดแข็งของประเทศ กำหนดทางเดินของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสามเหลี่ยมการค้า “ไทย-จีน-อินเดีย” ที่มีฐานประชากรของจีน-อินเดีย-อาเซียน รวม 3,500 ล้านคนเกือบครึ่งของประชากรโลก ทำให้ไทยคือศูนย์กลางอาเซียนอย่างแท้จริง สามารถขยายการค้ากับอินเดีย ถ่วงดุลการค้าจีน และมีเสียงดังมากขึ้นในการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาและนานาประเทศ
เพื่อแสวงหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตไทยดังกล่าว สมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกริก สมาพันธ์การค้าการท่องเที่ยวและการลงทุนไทย คณะคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ Zaabnews Radio FM 96.0 จัดการเสวนาเรื่อง “ ไทย-จีน-อินเดีย เชื่อมโลกการค้า สร้างมหาเอเชีย” ขึ้นเมื่อวันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 1208 สำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกริก

วิทยากรที่เข้าร่วมการเสวนาประกอบด้วย พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายธราดล ทองเรือง อดีตอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นายประเสริฐ ปิยะสัจจะเดช นายกสมาคมการค้าส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ อดีตนายกสมาคมอาคารชุดไทย ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ เลขาธิการคณะคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์ ประธานกรรมการ สมาพันธ์การค้าการท่องเที่ยวและการลงทุนไทย ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ นายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาเอสเอ็มอี และนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ทำหน้าที่ดำเนินการเสวนา

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ กล่าวว่าเคยเป็นทูตพาณิชย์ที่มุมไบ เคยเห็นจุดด้อยมากมายแต่ปัจจุบันมีจุดเด่นมาก คนชั้นกลางในอินเดียวันนี้มีมากกว่า 400 ล้านคน เป็นวัยทำงานมีกำลังซื้อสูง จีนคือโรงงานของโลก แต่อินเดียเปิดประเทศช้า แปรรูปอาหารไม่เก่ง แต่ผลผลิต กล้วย มะม่วง นม เป็นอันดับ 1 ของโลก พฤติกรรมคนอินเดียอย่างหนึ่งคือ “บ้าซื้อทองคำ” ทำให้อินเดียขาดดุลการค้ามากจนต้องเข้มงวดการนำเข้า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ดำรงตำแหน่งเป็นปีที่ 13 พรรคBJP มุ่งเป้าการพัฒนามาก

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก มองจีนในมุมของความมั่นคงว่า ไทยไม่มีเขจแดนติดต่อกับจีน แต่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยล้วนมีสายสัมพันธ์กับจีน อาทิ พม่ามีเขตแดนติดไทย 2,401 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ภายใต้ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธเป็นเขตปกครองพิเศษที่เชื่อฟังจีนมากกว่ารัฐบาลพม่า ฝั่งตะวันออก สปป.ลาว มีอาณาเขตติดไทย 1,810 กิโลเมตร วันนี้จีนเข้าไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจลาว เขื่อนต่างๆสร้างโดยจีน ส่วนกัมพูชาที่มีปัญหาชายแดน 798 กิโลเมตร ก็ชัดเจนว่าจีนมีบทบาทมาก ทั้งขายอาวุธให้กัมพูชา แต่ขณะเดียวกันก็พยายามเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยให้สงบศึกกลับมาคืนดีกัน
พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ กล่าวว่าแนวคิดเชื่อมไทย-จีน-อินเดีย ที่คุยกันนี้ยิ่งใหญ่มากในการเชื่อมโยงการค้าผู้นำเศรษฐกิจอันดับ 2 อย่างจีน และอันดับ 4 ของโลกอย่างอินเดียโดยไทยอยู่ตรงกลาง ตรงกับที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าประเทศไทยจะเล่นบทบาทเป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ เพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนท่ามกลางสภาวะโลกที่แบ่งขั้วและความไม่แน่นอนสูง หลังการประชุม IMF ที่ไทยเป็นเจ้าภาพระหว่าง 12-18 ตุลาคม 2569
สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดคือเครื่องมือเชื่อมโยงธุรกิจการค้านั่นคือ Digital Payment ซึ่งจีนมี อาลีเพย์ วีแชทเพย์ ยูเนี่ยนเพย์ ของอินเดียมี UPI วันนี้ไทยเชื่อมโยงกับจีนได้ผ่าน TRUE ในแง่ค้าปลีก ถ้าสามารถเชื่อม รูปี - หยวน – บาท ได้ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยหลบการกดดันของอเมริกาได้เพราะไม่ต้องเคลียร์ค่าดอลลาร์ที่นิวยอร์ค
นายธราดล ทองเรือง แสดงความเห็นว่าจีนช่วยไทยและกัมพูชาเพราะวิสัยพ่อค้าที่อยากค้าทั้งอาวุธและสินค้า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับจีนมากกว่าอินเดีย ทั้งๆที่อินเดียน่าจะรักไทยมากกว่า ไทยสนิทกับจีนเพราะมีบรรพบุรุษในจีน แต่นักธุรกิจจีนมักจะคิดเทคโอเวอร์กิจการไทยถ้าทำกำไรดี ต่างกับนักธุรกิจอินเดียที่ไม่คิดเทคโอเวอร์ ในอินเดียจึงยังมีโอกาสอีกมาก คู่แข่งขันน้อย
พื้นที่ในอินเดียที่ไทยควรพิจารณ์คือกลุ่มรัฐ 7 สาวน้อย (Seven Sister States) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดีย ซึ่งประกอบด้วย รัฐอัสสัม รัฐอรุณาจัลประเทศ รัฐนาคาแลนด์ รัฐมณีปุระ รัฐมีโซรัม รัฐตรีปุระ และรัฐเมฆาลัย มีประชากรรวมเกือบ 50 ล้านคน เป็นประตูสู่อาเซียน มีอาเซียน ไฮเวย์ จากอินเดีย ผ่านพม่าถึงไทย และยังมีถนนเชื่อม อินเดีย-พม่า-จีน จึงขึ้นอยู่กับความสงบในพม่า แต่พม่าจะสงบหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจีน

นายประเสริฐ ปิยะสัจจะเดช กล่าวว่าประเทศไทยมีเส่นห์ที่ชาวต่างชาติทั่วโลกมาอยู่แล้วไม่อยากกลับประเทศตนเอง อินเดียไม่ยอมให้มีการค้าตรงจากจีน ยิ่งการเมืองตึงเครียดไทยยิ่งมีโอกาส แต่การค้าไทย-อินเดียมีจุดอ่อน การทำธุรกิจในอินเดียยากมาก อินเดียคิดถึงไทยแค่ท่องเที่ยว แต่ไม่รู้ว่าไทยมีสินค้าอะไรบ้าง สินค้าที่ผลิตในอินเดียถูกกว่าไทย แต่คุณภาพต่ำกว่าไทย ดังนั้นโอกาสยังไปได้อีก10เท่า ดังนั้นยุทธศาสตร์ไทย-จีน-อินเดีย จึงควรยุให้อินเดียมาผลิตที่ไทยแล้วส่งไปขายจีน
ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ภาวะเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมาหลายประเภทแย่ แต่ Wellness Industry และ Healthcare เติบโตมาก สมุนไพรไทยก็เช่นกันได้รับความเชื่อถือแบรนด์ไทยแข็งแรงทั้งๆที่ความจริงมีความเชื่อมโยงกับจีนและอินเดีย ยา 1 เม็ดต้องนำเข้าวัตถุดิบ 99% จากอินเดียและจีน ไทยเก่งด้านการผลิตแต่ขายไม่เป็นการส่งออกยังน้อยมาก วันนี้สมุนไพรไทยต้องการกองทัพผู้ส่งออก อยากได้ Venture Capital เข้ามาลงทุนในไทยด้าน Wellness Industry

นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่าการเสวนาวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความคิด ซึ่งจะต้องมีการขายแนวคิดและเจาะลึกกันต่อไป รวมถึงการผลักดันสู่การวางนโยบายและภาคปฏิบัติของรัฐบาลซึ่งจะเป็น Game Changer ของประเทศไทย
