POLITICS
คมนาคม-สสส.-ศวปถ.เตรียมจัดสัมมนา ปลดล็อกถนนปลอดภัย: เมืองที่ปลอดภัย
กรุงเทพฯ-กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (อปถ.) กรมควบคุมโรค (คร.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย และภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน ร่วมแถลงข่าวการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 (17th Thailand Road Safety Seminar) ภายใต้หัวข้อ “Unlocking Safe Cities : ปลดล็อกถนนปลอดภัยเพื่อเมืองที่ปลอดภัย”
วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) เวลา 09.30 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 พร้อมด้วยนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดี ขบ. ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. และ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการ ศวปถ. ร่วมแถลงข่าว โดยมีนายธนชัย สินธุไพร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอภิชาติ อุ่นอ่อน หัวหน้าคณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ขบ.
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในฐานะบทบาทของกระทรวงคมนาคมที่มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลและเชื่อมโยงระบบขนส่งบริการคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทำให้เห็นช่องทางในการเชื่อมโยงและแนวทางการทำงานที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัย ทางถนนไม่ใช่แค่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน พร้อมผลักดันแนวคิดระบบที่ปลอดภัย (Safe System Approach) ให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่ ผ่านการเชื่อมโยงนโยบาย มาตรการ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการสร้างถนนที่ปลอดภัย ตลอดจนการสร้างการมีส่วนร่วมและวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน
นายสรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบ. มีกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนน โดยงบประมาณจากกองทุนดังกล่าว ยังกระจายไปยังหน่วยงานราชการ และเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่สอดคล้องกับบริบทและปัญหาของแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม และในอนาคตหวังว่าหน่วยงานทุกภาคส่วนจะร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนจากการดำเนินงาน และข้อเสนอแนะต่าง ๆ นำมาประกอบการพัฒนากองทุนในอนาคต ที่มุ่งลดความเสี่ยงและความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางถนน และต่อยอดผลสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการพัฒนาและสนับสนุนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน ทั้งในมิติทางวิชาการ การส่งเสริมงานวิจัย และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะเชื่อว่าองค์ความรู้คือหัวใจสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดและอุปสรรคในการทำงาน ตลอดจนช่วยให้ภาคีเครือข่ายสามารถพัฒนาแนวทางและมาตรการที่ตอบโจทย์ปัญหาความปลอดภัยทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะตัวแทนของ สสส. มีความยินดีและพร้อมสนับสนุนการทำงานของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางถนนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างระบบถนนและการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน
นพ.ธนะพงศ์ ได้กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า เป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางถนน ได้นำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนแนวคิดต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การเกิดนโยบายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยทางถนน อาทิ ประเด็นรถรับ - ส่งนักเรียน ใบสั่งค้างจ่าย และเพิ่มโทษเมาแล้วขับกรณีชนผู้อื่นเสียชีวิต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
โดยการสัมมนาดังกล่าว จะจัดขึ้นในวันที่ 19 - 20 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี แบ่งเนื้อหาสาระสำคัญตาม 4 ห้องย่อย ดังนี้ 1) Unlocking Collaborative Governance (รวมพลัง เครือข่าย เพื่อเมืองปลอดภัยทางถนน) ก้าวข้ามกรอบเดิมด้วยระบบข้อมูล MIS Plus และ Self-Assessment District RTI เปลี่ยนคนทำงานในพื้นที่ให้กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 2) Unlocking Social Movement & Capital (พลังสังคม และการลงทุนเพื่อเด็กและเยาวชน) ยกระดับมาตรฐานรถรับ - ส่งนักเรียนให้ปลอดภัยไร้กังวล ผสานพลังเงินทุนและเครือข่ายสังคม เพื่อปกป้องอนาคตของชาติ 3) Unlocking Safe Mobility (เปลี่ยนความเสี่ยง สร้างการเดินทางที่ปลอดภัย) เมื่อรูปแบบการเดินทางเปลี่ยน ความเสี่ยงก็เปลี่ยนตาม ปรับทิศทางการทำงานจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ สู่การป้องกันเชิงรุก และ 4) Unlocking Deterrence & Enforcement (ปลดล็อกการป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมาย) การใช้เทคโนโลยีมาเสริมการบังคับใช้กฎหมาย ปลดล็อกข้อจำกัดกฎหมายเมาแล้วขับ และการปรับเป็นพินัยให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ ยังมีบูธนิทรรศการแสดงผลงาน นวัตกรรม และงานวิชาการระดับแนวหน้าจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ซึ่งจะช่วยเป็นพื้นที่เชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายการทำงานจริงระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่กับระดับนโยบาย
