ECON & BIZ

CCS: ยุทธศาสตร์ผลักดันอุตสาหกรรมไทย สู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน



ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวเข้าสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย จากผลการศึกษาโครงการ “การสำรวจสถานะความรู้ รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม และโอกาสสำหรับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในแหล่งธรณีวิทยา” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพและแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 

CCS “ทางด่วน” ลดคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม

ผลการศึกษาระบุว่า เทคโนโลยี CCS ถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ การผลิตเหล็ก และอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น การผลิตไฟฟ้า โดยการดักจับก๊าซฯ ก่อนปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศและนำไปกักเก็บอย่างปลอดภัยในชั้นหินใต้ดิน 

ในบริบทของประเทศไทย CCS ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็น “กลไกเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และรับมือกับมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้นได้ 

เปิด 4 พื้นที่ศักยภาพ สู่การพัฒนา CCS ระดับอุตสาหกรรม

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้าน CCS โดยมีการระบุพื้นที่ศักยภาพสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ 

  • แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ (อ่าวไทยตอนล่าง): พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานจากการผลิตปิโตรเลียม และยังเป็นโครงการนำร่อง CCS ของประเทศไทยในขณะนี้

  • พื้นที่อ่าวไทยตอนบน: เชื่อมโยงการกักเก็บคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าและพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก

  • พื้นที่สระบุรี (สระบุรีแซนด์บ็อกซ์): รองรับการลดการปล่อยก๊าซฯ จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

  • แอ่งลำปาง/แม่เมาะ: รองรับคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

จากผลการศึกษาของ Global CCS Institute บ่งชี้ว่า “อ่าวไทย” มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนโดยรวมถึง 8,400 ล้านตัน 

เร่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อธุรกิจ CCS ที่เกิดขึ้นจริง

จากผลการศึกษาโครงการจัดตั้งภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (TCCA), 2025 มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนให้เทคโนโลยี CCS ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริง 4 ด้าน ได้แก่ 

1. การปรับปรุงกฎหมาย

  ครม. มีมติเห็นชอบให้ศึกษาโครงการ Carbon Capture and Storage (CCS) ในอ่าวไทยตอนบน โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมได้จริงในปี 2577 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ้างงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง และรองรับการกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 10 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี หรือราว 3.7% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งประเทศ รวมถึงข้อเสนอการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมฉบับปัจจุบัน (ใช้มากว่า 50 ปี) ไม่รองรับสิทธิการใช้หลุมปิโตรเลียมเพื่อกักเก็บคาร์บอน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน (ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ และ ณัชพล จิตติรัตน์, 2567)

2. การส่งเสริมด้านกลไกตลาด

เช่น การจัดตั้งระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ (ETS) และการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก และอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น การผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีการเก็บภาษีคาร์บอนนำร่องแล้ว (200 บาท/ตัน มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2568) แต่ผูกกับภาษีน้ำมันแบบไม่กระทบราคาขายปลีก และราคายังไม่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุน ส่วน ETS ยังอยู่ในขั้นหลักการเท่านั้น ยังไม่มีการบังคับใช้กับอุตสาหกรรมหนัก 

3. การสนับสนุนด้านการเงิน 

เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการใช้กลไกสัญญาชดเชยส่วนต่างราคาคาร์บอน (CCfD) เพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนในโครงการ CCS ให้แก่ภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดแนวทางการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการ CCS และกองทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำยังเป็นเพียงหลักการในร่างกฎหมาย รวมทั้งยังไม่มีกลไกสัญญาชดเชยส่วนต่างราคาคาร์บอน (CCfD) 

4. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ CCS ให้เกิดขึ้นได้จริง รัฐควรส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศ เช่น โครงข่ายท่อส่งก๊าซ ท่าเรือรับส่งคาร์บอน ปัจจุบันโครงการ CCS ในประเทศไทย มีอยู่ 2 แห่ง คือ โครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่ง ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เมื่อเดือนกันยายน 2568 และคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 อีกโครงการหนึ่ง คือ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยกลุ่ม ปตท. ร่วมกับพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น ซึ่งครม.อนุมัติเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา 

ตัวแทนภาคีเครือข่ายพันธมิตรด้าน CCUS แห่งประเทศไทย (TCCA) ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า "หัวใจสำคัญของการสร้างระบบนิเวศ CCS ให้เกิดขึ้นได้จริง คือ การบูรณาการองค์ความรู้ ความร่วมมือ และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน "

ก้าวสำคัญสู่ยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศ 

การพัฒนาโครงการ CCS ไม่ได้เป็นเพียงงานวิจัย แต่เป็นกลไกชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ระดับประเทศใน 2 มิติหลัก คือ 

  • การบรรลุเป้าหมายระดับโลก: โครงการ CCS จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ตามพันธสัญญาที่ให้ไว้ในเวทีโลก 

  • การอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย: โครงการพื้นฐานนี้จะเป็นเกราะป้องกันจากมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเดิมสู่ "อุตสาหกรรมแห่งอนาคต" เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก