ECON & BIZ

'คมนาคม'ลุยหนองคายดูศูนย์โลจิสติกส์ 'นาทา'รับรถไฟทางคู่/ไฮสปีดไทย-จีน



หนองคาย-“พิพัฒน์ - สิริพงศ์” ลุยหนองคาย ขับเคลื่อนรถไฟทางคู่ - ไฮสปีดไทย - จีน ปั้น “นาทา” ศูนย์โลจิสติกส์ข้ามแดน เชื่อมแหลมฉบัง - ลาว -จีน ดันสะพานรถไฟข้ามโขงแห่งใหม่ เปิดประตูการค้าอีสานสู่ตลาดโลก

เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่สถานีรถไฟหนองคาย จังหวัดหนองคาย ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูงไทย - จีน การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทา และแผนก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เพื่อยกระดับจังหวัดหนองคายเป็นประตูโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ โดยเฉพาะจังหวัดหนองคาย ซึ่งมีศักยภาพเป็นประตูการค้าสำคัญเชื่อมประเทศไทยกับ สปป.ลาว และจีน กระทรวงคมนาคมจึง มีแผนผลักดันโครงข่ายรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง ควบคู่กับการพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าและสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขง เพื่อเชื่อมการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด ผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยัง สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับโครงการสำคัญ ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น - หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร ตั้งเป้าเปิดให้บริการปี 2571 และ รถไฟความเร็วสูงไทย - จีน ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการแล้ว ตั้งเป้าเปิดให้บริการปี 2576 โดยจะพัฒนาสถานีหนองคายให้รองรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศ พร้อมพัฒนาย่านนาทาเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า และย่านกองเก็บตู้สินค้า เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างระบบรถไฟไทยกับรถไฟลาว - จีน

นอกจากนี้ ยังมีแผนก่อสร้าง สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ความยาว 735 เมตร รองรับทั้งรถไฟรางขนาด 1 เมตร และรางมาตรฐาน 1.435 เมตร รวม 4 ทาง โดย รฟท. ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และส่งรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟไทย - ลาว - จีนในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมหารือกับฝ่าย สปป.ลาว ทั้งแนวทางการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน รวมถึงการบริหารจัดการขนส่งสินค้าข้ามแดน โดยเฉพาะการพิจารณาขยายเวลาเปิด - ปิดด่านให้สอดคล้องกับปริมาณขบวนรถไฟและความต้องการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมศึกษาแนวทางขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่เชื่อมต่อไปยังภาคตะวันออก เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้จากพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ สามารถขนส่งทางรางผ่านหนองคายเข้าสู่ตลาดจีนได้สะดวกและมีต้นทุนที่แข่งขันได้มากขึ้น

ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางเชื่อมไทย - ลาว - จีน จำเป็นต้องเดินหน้าทั้งโครงการระยะยาวและการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันควบคู่กัน โดยเสนอให้พิจารณากลไกความร่วมมือและที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อสนับสนุนการเจรจาโครงการข้ามแดน พร้อมเร่งปรับปรุงระบบการขนส่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้โครงการขนาดใหญ่แล้วเสร็จทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำให้ รฟท. ตรวจสอบและปรับปรุงแบบก่อสร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่ที่อาจกระทบทางระบายน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมชุมชนและเพิ่มความปลอดภัยระหว่างก่อสร้าง รวมทั้งให้ รฟท. และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) บูรณาการแผนพัฒนาสถานีร่วมกัน โดยเตรียมพื้นที่รองรับรถโดยสารเชื่อมต่อ (Feeder) จากสถานีรถไฟความเร็วสูงไปยังชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางต่อเนื่องได้อย่างสะดวกและเกิดประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนของภาครัฐ

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ไทยและ สปป.ลาว มีแนวทางแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบการก่อสร้างตามพื้นที่ของแต่ละประเทศ โดยฝ่ายลาวมีแนวทางประสานความร่วมมือกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA เพื่อสนับสนุนการบริหารโครงการและพิจารณาความช่วยเหลือทางการเงินตามกลไกความร่วมมือที่มีอยู่

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก สปป.ลาว มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและมีโครงการพัฒนาหลายโครงการที่ต้องจัดลำดับความสำคัญในการขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน กระทรวงคมนาคมจึงจำเป็นต้องเร่งประสานและผลักดันให้โครงการสะพานรถไฟแห่งนี้ได้รับการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญจากฝ่ายลาว เพื่อให้สามารถเดินหน้าการลงทุนและเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟระหว่างสองประเทศได้ตามเป้าหมาย