POLITICS
'จตุรนต์'มองวิกฤตมลพิษปราจีน-แปดริ้ว จี้รัฐฯตรวจสารตกค้างสร้างความเชื่อมั่น
ปราจีนบุรี-สัมภาษณ์พิเศษ: "จาตุรนต์ ฉายแสง" หรือ “บิ๊กอ๋อย” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สะท้อนวิกฤตมลพิษปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา น้ำท่วมซัดสารพิษทะลักท่วมทุ่ง ปลาตายเกลื่อน กระทบนับแสน จี้รัฐเร่งตรวจสารตกค้างด้วยมาตรฐานสากล ดึงสถาบันการศึกษาเร่งเอกชนร่วมยืนยันความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี จากกรณีปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา ที่ได้รับผลกระทบซ้ำซ้อนทั้งจากปัญหาน้ำท่วมขัง และปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรมที่ไหลปนเปื้อนมากับน้ำ ส่งผลให้ปลาในกระชังลุ่มน้ำปราจีนบุรีตายเกลื่อน พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และชาวบ้านหวาดผวาไม่กล้านำน้ำมาใช้อุปโภคบริโภคหรือทำเกษตรกรรม

ล่าสุด เมื่อว้นที่ 1 พ.ย.69 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานกำจัดกากสารพิษบริเวณหน้าบริษัท กรีนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ และเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านจำนวนกว่า 200 คน จาก อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ และ อ.บ้านสร้าง ที่รวมตัวชุมนุมเรียกร้องการแก้ไขปัญหา "มานิตย์ สนับบุญ ผู้สื่อข่าว" ได้สัมภาษณ์พิเศษนายจาตุรนต์ ถึงความรู้สึก สภาพปัญหาที่พบ และแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้
ความรู้สึกและสภาพปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่
จาตุรนต์: "ผมได้ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหา ความวิตกกังวล และความเสียหายของประชาชน ซึ่งเป็นทั้งปัญหาจากน้ำท่วมและมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบวงกว้าง ทั้งเกษตรกร ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง และชาวนา"
"ในส่วนแรก ผมได้ไปพบกับผู้เลี้ยงปลากระชังรายใหญ่ริมแม่น้ำ พบว่าปลาตายหมดทั้งกระชัง และเป็นเช่นนี้ตลอดลำน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี ชาวบ้านเล่าว่ามีมวลน้ำสีดำจำนวนมากไหลผ่านกระชังปลา ทำให้ปลาตายทันที"
สิ่งที่ชาวบ้านต้องการเร่งด่วน:
1. การตรวจสอบ: ต้องการให้ตรวจวัดคุณภาพน้ำและซากปลาอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากสารพิษชนิดใด และใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยความเสียหาย
2. หลักประกัน: ต้องการความมั่นใจว่าในอนาคตจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำเสียทะลักลงมาเช่นนี้อีก เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาประกอบอาชีพเลี้ยงปลาได้
3. ผลตรวจที่ชัดเจน: ขณะนี้ผลการตรวจน้ำและปลาที่เก็บตัวอย่างไป ยังไม่มีความชัดเจน ชาวบ้านต้องการผลตรวจที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ

นอกเหนือจากปัญหาปลาตายในแม่น้ำ นายจาตุรนต์ยังได้ลงพื้นที่ดูสภาพปัญหาปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม
จาตุรนต์: "ผมได้ไปดูพื้นที่เก็บฝังกลบขยะและโรงงานรีไซเคิลน้ำมันเครื่อง พบว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่หลายสิบไร่ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา แม้จะมีต้นไม้ล้อมรอบ แต่เมื่อน้ำท่วม มันทำให้เกิดน้ำเสีย มีคราบน้ำมันและสารเคมีกระจายออกไปตามทุ่งนาและลำคลอง"
"มลพิษนี้แพร่กระจายจาก อ.ศรีมหาโพธิ์ อ.ศรีมโหสถ (ปราจีนบุรี) ลงไปถึงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ทั้ง อ.ราชสาส์น และ อ.บางคล้า"
ประเด็นที่น่าสงสัยและต้องตรวจสอบ:
• การฝังกลบขยะถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่?
• ขยะที่นำมาฝังกลบ เป็นไปตามรายการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่?
• มีขยะพิษหรือสารพิษร้ายแรงผสมอยู่มากน้อยแค่ไหน?
นายจาตุรนต์ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่จุดเดียว แต่มีพื้นที่ฝังกลบขยะหรือโรงงานกำจัดขยะลักษณะเดียวกันนี้อีกจำนวนมาก ตั้งแต่ปราจีนบุรีไปจนถึง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อเกิดน้ำท่วม ผลกระทบจึงกระจายวงกว้าง คาดว่ามีประชาชนและเกษตรกรเดือดร้อน "เป็นหลักแสนคน"

ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ ความหวาดผวาของประชาชน ทั้งเรื่องน้ำกินน้ำใช้ และอนาคตทางการเกษตร
จาตุรนต์: "ชาวบ้านกังวลว่าพื้นที่ของเขามีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานหรือไม่ ถ้าเกิน พวกเขาเกรงว่าทำเพาะปลูกไปแล้วจะขายผลผลิตไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้เลี้ยงปลาที่กลัวว่า ถ้าน้ำเสียมาอีกปลาจะตายอีก หรือถ้าเลี้ยงรอด คนก็ไม่กล้าซื้อกินเพราะกลัวสารพิษ"
แนวทางการแก้ไขที่เสนอ
1. สร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบ (Urgent): รัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อถือในการตรวจน้ำ ดิน ปลา และพืชผล
2. ดึงสถาบันการศึกษาเข้าร่วม: "ในความเห็นผม ควรมีหน่วยงานทางวิชาการ เช่น ห้องแล็บของมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีความสามารถ เข้ามาร่วมเก็บตัวอย่างและยืนยันผลตรวจร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือ"
3. มาตรการบำบัด: ต้องตรวจดูว่าน้ำเสียที่ค้างอยู่ร้ายแรงแค่ไหน และต้องการการบำบัดอย่างไร เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพปกติ

บทบาท สส. และการขับเคลื่อนในสภาเมื่อถามถึงบทบาทในฐานะ สส.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบ
จาตุรนต์: "ผมรับข้อมูลจากประชาชนที่พาไปดูเหตุการณ์และมาร้องเรียน เพื่อนำไปสื่อสารกับสภาและรัฐบาลต่อไป โดยจะหาทางเสนอเป็นญัตติเพื่อหารือในสภาฯ"
ต่อประเด็นที่ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 37 หรือ 39 เพื่อสั่งปิดโรงงานชั่วคราว นายจาตุรนต์ชี้แจงว่า "สั่งการผมสั่งไม่ได้อยู่แล้ว ผมไปในฐานะ สส." แต่จะใช้อำนาจหน้าที่ในการขับเคลื่อนผ่านกลไกสภาและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
ความกังวลเรื่องสารพิษข้ามพรมแดนจังหวัด
จาตุรนต์: "กังวลมากครับ ตั้งแต่ปลาตาย มันเป็นได้ทั้งน้ำเสียที่ไม่มีออกซิเจน และน้ำเสียที่มีสารพิษ ซึ่งมีการตรวจพบไปบ้างแล้วและต้องตรวจเพิ่ม"
"น้ำเสียที่มีสารพิษนี้กระจายไปตามทุ่งนา ลงคลอง ลงแม่น้ำ ลงไปถึงฉะเชิงเทราเพราะเป็นแม่น้ำสายเดียวกัน ทราบว่าน้ำในแม่น้ำบางปะกงช่วงใกล้ อ.บางปะกง (ปากแม่น้ำ) มีสีคล้ำเข้มกว่าน้ำในปราจีนบุรีเสียอีก"
โจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานรัฐต้องตอบ:
• ผลกระทบสะสมและตกค้างยาวนานแค่ไหน?
• จะบำบัดอย่างไร?
• จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร? (ถ้าการกำจัดขยะ/บำบัดน้ำเสียไม่ได้มาตรฐาน)
ปัญหาผังเมืองและมรดกคำสั่ง คสช.ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า โรงงานเหล่านี้ตั้งอยู่กลางทุ่งนาซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียทุกครั้งที่น้ำท่วม
จาตุรนต์: "โรงงานและที่ฝังกลบขยะเหล่านี้ ดูจะผิดที่ผิดทางไปหมด พอของเสียออกมาก็ลงคลอง ลงแม่น้ำ ลงทุ่งนาชาวบ้านได้เลย"
ต้นตอของปัญหา: นายจาตุรนต์ระบุว่า โรงงานหลายแห่งเกิดขึ้นหลังปี 2559 โดยอาศัยช่องว่างจาก "คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559" ที่ยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายผังเมืองสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท เช่น กิจการพลังงานหมุนเวียน และ "การกำจัดขยะ" ในบางพื้นที่
"ผมเคยเป็นประธานกรรมาธิการที่พิจารณายกเลิกคำสั่ง คสช. นี้เอง คำสั่งนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว การอนุญาตใหม่แบบนี้ทำไม่ได้แล้ว แต่ 'ของเดิม' มันไปยกเลิกเขาไม่ได้"
ทางออก: แม้จะยกเลิกใบอนุญาตเดิมไม่ได้ แต่นายจาตุรนต์ย้ำว่า "เมื่อดำเนินการไปแล้วและพบว่ามีปัญหา เช่น ไม่ทำตามกฎหมาย หรือทำหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนในเรื่องมลภาวะ ก็สามารถใชีกฎหมายปกติเข้าไปดูแลและจัดการให้ถูกต้องได้"
บทสรุปและข้อฝากถึงรัฐบาล
นายจาตุรนต์: "อยากให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมข้อมูล หารือกัน และเสนอมาตรการแก้ไขปัญหา สร้างความน่าเชื่อถือเรื่องข้อมูล เพื่อให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ"
สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานส่วนกลางต้องทำเร่งด่วน:
นายจาตุรนต์:
1.เข้าใจความรุนแรง: ต้องเข้าใจว่านี่คือความเดือดร้อนเสียหายอย่างร้ายแรงของประชาชนเป็นแสนคน
2.ไม่เกี่ยงความรับผิดชอบ: หน่วยงานในพื้นที่อาจรู้สึกว่าอำนาจไม่พอ หรือไม่กล้าคิดอะไรใหญ่ๆ "หน่วยงานระดับส่วนกลาง ตั้งแต่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ไปจนถึงรัฐบาล ต้องรีบทำความเข้าใจและหามาตรการดำเนินการโดยเร็ว"
3.แก้ปัญหาเป็นระบบ: "ต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่มองปัญหาผิวเผิน แก้ปัญหาเป็นส่วนๆ เช่น มีโรงงานไหนมีปัญหาก็ปิดโรงงานนั้นแล้วกลับบ้าน มันทำไม่ได้ เพราะขยะก็ยังอยู่ตรงนั้น น้ำเสียก็ยังขังอยู่ตรงนั้น"
"การเร่งสูบน้ำระบายน้ำที่ท่วมขังเป็นแสนคนก็ต้องทำ แต่การแก้ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมปนเปื้อน ต้องแก้ที่ต้นเหตุและบำบัดอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นปัญหานี้จะติดค้างและส่งผลเสียยาวนาน" นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้าย
มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ปราจีนบุรี
