IN NEWS

นายกฯย้ำความมั่นคงต้องมีความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน/ในพิธีเปิดวปอ.รุ่นที่69



กรุงเทพฯ-นายกฯ เปิด วปอ. รุ่นที่ 69 ย้ำความมั่นคงต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ชูทีมไทยแลนด์-เสถียรภาพรัฐบาล พร้อมขอเครือข่าย วปอ. นำความรู้กลับมาพัฒนาชาติ

วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) เวลา 08.30 น. ณ ห้อง 421 ชั้น 2 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาและกล่าวเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 ภายใต้แนวคิด “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ”

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญมาอีกครั้ง โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้ และยังนำสิ่งที่ได้จากหลักสูตร วปอ. มาปรับใช้ในการทำงาน นอกจากเนื้อหาความรู้แล้ว สิ่งที่ยังมีคุณค่ากับทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานคือเครือข่ายที่ได้จากการศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ ซึ่งหวังว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์อันมีค่ากลับไปเช่นเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การบรรยายวันนี้ว่าด้วยบทบาทของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพลังงาน โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยคำหนึ่งที่อยู่คู่กับคำว่า “ความมั่นคง” คือ “เสถียรภาพ” โดยเสถียรภาพของฝ่ายบริหารเป็นเรื่องสำคัญ การบริหารประเทศต้องบริหารการเมืองด้วย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีจึงมีแต่คำว่า “ทีม” และมีเป้าหมายร่วมกันคือประเทศชาติ การทำงานจึงจะราบรื่นและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ในส่วนของการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทุกคนเป็นทีมไทยแลนด์ ทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่เล่นการเมืองในองค์กร และปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจและความรับผิดชอบ

ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การลงทุนของบริษัทข้ามชาติเป็นโอกาสของประเทศไทย เนื่องจากบริษัทระดับโลกจำเป็นต้องมีฐานการผลิตและกระจายสินค้า การดึงดูดการลงทุนจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โดยนักลงทุนต้องการแรงงานไทยที่มีความรู้ มีทักษะ และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับทักษะ และการพัฒนาศักยภาพคนไทย รวมถึงการพัฒนางานวิจัยและศูนย์วิจัยและพัฒนา ตลอดจนการใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้บุคลากรไทย

ด้านสังคมและสาธารณสุข นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสังคมสูงวัยว่า ต้องส่งเสริมให้ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี สามารถดูแลตนเอง มีรายได้ และมีสุขภาพพื้นฐานที่ดีให้นานที่สุด ก่อนเข้าสู่ช่วงวัยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากภาครัฐ เนื่องจากหากประชาชนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ภาครัฐจะมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รายได้ คุณภาพชีวิต สุขอนามัย และอาหาร ล้วนมีความเชื่อมโยงกัน

ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานจากธรรมชาติมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนให้ภาคธุรกิจขนส่งหันมาใช้มากขึ้น และช่วยสร้างความต้องการใช้ผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ ทั้งนี้ การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับเครื่องยนต์และประสิทธิภาพการใช้งานด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประเมินผลการทำงานของรัฐบาลต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยยกตัวอย่างมูลค่าการส่งออกที่เติบโตมากกว่าร้อยละ 20 รวมถึงผลผลิตและการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในลักษณะทีมไทยแลนด์

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อเข้ารับตำแหน่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงตั้งใจใช้ช่วงเวลาที่มีอยู่ดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเต็มที่ ผ่านการกำหนด Quick Win ระยะ 4 เดือน ครอบคลุมทั้งการป้องกันประเทศ ความปลอดภัย ความมั่นคง และเศรษฐกิจ พร้อมนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก ใช้โอกาสจากการประชุมในระดับอาเซียนและการพบหารือกับผู้นำประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างการหารือและความร่วมมือ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน

ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มเงินหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าผู้ประกอบการต้องใช้โอกาสดังกล่าวพัฒนาศักยภาพของตนเอง ทั้งการเพิ่มทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยี การยกระดับมาตรฐานสินค้าและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์และบริการจัดส่ง เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและรายได้ ก่อนต่อยอดการดำเนินงานผ่านโครงการไทยช่วยไทย นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับสถานะของประเทศและเพิ่มโอกาสในการหารือกับนานาประเทศอย่างเท่าเทียม

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคงว่า ประเทศไทยมีปัจจัยที่เข้มแข็ง และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมย้ำว่าความมั่นคงเป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันและความท้าทายในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การศึกษาในหลักสูตร วปอ. ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นโอกาสให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้เข้าใจวิธีคิดของบุคลากรจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์มาผสานเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ โดยการกำหนดเป้าหมายต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้และศักยภาพที่มี ไม่ตั้งเป้าหมายเกินกว่าที่จะดำเนินการได้จริง เมื่อทำสำเร็จแล้วจึงสามารถต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นได้ พร้อมขอให้นักศึกษาร่วมกันระดมความคิดและเสนอแนวทางใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เพื่อนำไปพิจารณาต่อยอดเป็นนโยบาย

นายกรัฐมนตรีขอให้นักศึกษาไปศึกษาดูงานทั้งหน่วยงานของเหล่าทัพและหน่วยงานพลเรือน รวมถึงหน่วยงานในระดับพื้นที่ อาทิ หน่วยงานด้านเกษตร สาธารณสุข พลังงาน พาณิชย์ การพัฒนาจังหวัด ศึกษาธิการ และวัฒนธรรม เพื่อให้เข้าใจภารกิจและการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างรอบด้าน โดยควรเปิดโอกาสให้พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ปฏิบัติงานจริง ไม่ใช่เพียงรับฟังการบรรยาย

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีฝากข้อคิดแก่นักศึกษา วปอ. ว่า การเข้าศึกษาหลักสูตรนี้เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงขอให้ทุกคนใช้เวลาในหลักสูตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความสัมพันธ์และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน และนำสิ่งที่ได้รับกลับไปสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 69 และอวยพรให้นักศึกษาทุกท่านประสบความสำเร็จในการศึกษา และมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน