THAILAND

ชาวนากาฬสินธุ์กระอักน้ำมันแพงพ่นพิษ ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวพุ่งไร่ละพัน



กาฬสินธุ์-ผลกระทบจากภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคา กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ส่วนใหญ่นิยมจ้างรถเกี่ยวข้าวในการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา  แต่กลับมีการปรับเพิ่มราคาค่าจ้างขึ้นสูง โดยเกี่ยวข้าวพันธุ์นาปรัง สตาร์ทที่ไร่ละ 900 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวระบุ เพิ่มราคารับจ้างตามราคาน้ำมันและค่าอะไหล่ ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี มีแนวโน้มราคาพุ่งสูงไร่ละ 1,000 บาท ชาวนาช้ำเตรียมปาดน้ำตา ขายข้าวขาดทุน

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามผลกระทบจากภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูงอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถ ผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคหลายรายการ ต่างพาเหรดขึ้นราคาตามค่าขนส่งและกลไกตลาด ขยายวงกว้างถึงเกษตรกรชาวนา ผู้ประกอบการรถไถ และรถเกี่ยวข้าวนาปี ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในกลางเดือนหน้า โดยคาดว่าจะมีปรับราคาขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาอีก  100-200 บาทต่อไร่ หรือจากเดิมไร่ละ 800 บาท เป็น 900-1,000 บาท 

นายเมธาสิทธิ์ สิงหามาตย์ อายุ 47 ปี ชาวนาและผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าว บ้านป่าแดง ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า อัตราค่าจ้างรถไถและรถเกี่ยวข้าวที่ทำกันมาทุกฤดูกาลทำนาและเก็บเกี่ยว จะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเป็นหลัก โดยฤดูกาลเพาะปลูกปี 2568-69 ทั้งข้าวนาปรังและข้าวนาปี คิดราคาจ้างไร่ละ 700-800 บาท ซึ่งปีนี้ที่อยู่ในช่วงน้ำมันแพง จึงจะมีการปรับขึ้นราคาค่าจ้างเป็นไร่ละ 900-1,000 บาท โดยในช่วงนี้จะเห็นว่าบางส่วนเริ่มเก็บเกี่ยวกันบ้างแล้ว แต่จะเป็นส่วนน้อย เพราะเป็นการเก็บเกี่ยวข้าวไวแสง หรือพันธุ์ข้าวที่จะนำมาเพาะปลูกนาปรังหรือข้าวนาแล้ง ในฤดูกาลเพาะปลูก 2569-70 ซึ่งมีการขึ้นราคาค่ารับจ้างแล้วที่ไร่ละ 800 บาท

นายเมธาสิทธิ์กล่าวอีกว่า ค่าจ้างเกี่ยวข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น ยังคิดตามความยากง่ายของแปลงนาข้าว คือหากแปลงนาขนาดเล็กและต้นข้าวล้มก็เกี่ยวข้าวยาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่านาแปลงใหญ่และข้าวยืนต้น เพราะจะเดินรถเกี่ยวง่ายกว่า ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวจึงขอปรับราคาตามความเหมาะสม โดยเริ่มต้นเกี่ยวข้าวปีนี้เริ่มต้นที่ไร่ละ 900 บาท ถึงช่วงกลางเดือน พ.ย. รวงข้าวได้อายุเก็บเกี่ยวเต็มที่ หากน้ำมันไม่ลดราคาลง ก็มีแนวโน้มที่จะขยับขึ้นถึงไร่ละ 1,000 บาท

ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวเอง ก็ได้รับผลกระทบกรณีหากมีการซ่อมบำรุง โดยเฉพาะเปลี่ยนอะไหล่ที่สึกหรอ หากมีการซ่อมบำรุง ราคาอะไหล่ก็สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งปีนี้ในการซ่อมบำรุงเพื่อเตรียมความพร้อมรถเกี่ยวข้าวนาปี ตนหมดเงินค่าเปลี่ยนอะไหล่ไปถึง 70,000 บาททีเดียว

“ตนเป็นทั้งชาวนาและผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าว โดยทำนาของตนเองและเช่าคนอื่นทำ รวมพื้นที่ทำนาประมาณ 50 ไร่ พบเห็นปัญหาทุกขั้นตอนในการทำนา ยิ่งมีพื้นที่ทำนาหลายไร่ก็ยิ่งลงทุนสูง หากมีรถไถและรถเกี่ยวข้าวเป็นของตนเองก็ดีไป ไม่ต้องไปว่าจ้างใคร แต่จะรับภาระหนักในการชำระค่างวด หรือหากชำระค่างวดหมด ก็ยังต้องแบกรับภาระค่าซ่อมบำรุงอีก แต่ก็หวังว่าจะได้รับจ้างเกี่ยวข้าวเพื่อคืนทุน รวมทั้งได้ขายข้าวเปลือกนาปีมีกำไรด้วย ทั้งนี้หากขายข้าวเปลือกได้ตันละ 12,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 12 บาท ชาวนาก็พอจะมีกำไรบ้าง แต่หากราคาขายต่ำกว่านี้ก็ขาดทุน อย่างปีที่แล้วขายข้าวได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท ขาดทุนยับเยินเลย”  นายเมธาสิทธิ์กล่าวในที่สุด

ขณะที่ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวในพื้นที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน  จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าบริการเกี่ยวข้าวนาปี จากเดิมไร่ละ 700 บาท เป็นไร่ละ 900 บาท หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ชาวนาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต

นายณัฐพงษ์ สุรำนาจ ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าว เปิดเผยว่า ในปีนี้จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าบริการเกี่ยวข้าว จากเดิมไร่ละ 700 บาท เป็นไร่ละ 900 บาท เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการให้บริการรถเกี่ยวข้าว

นอกจากนี้ สำหรับพื้นที่นาที่เกี่ยวได้ยาก โดยเฉพาะนาข้าวที่ล้ม ทำให้การทำงานมีความยากลำบากและใช้เวลาเพิ่มขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับราคาค่าบริการจากเดิมไร่ละ 1,000 บาท เป็นไร่ละ 1,200 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และความยากง่ายในการเก็บเกี่ยว

การปรับขึ้นราคาค่าบริการครั้งนี้ ส่งผลให้ชาวนามีต้นทุนการเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ต้องเร่งนำผลผลิตออกจากนา โดยเกษตรกรยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และค่าแรงงาน ขณะเดียวกัน รายได้ที่ได้รับยังขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตและราคาข้าวเปลือกในช่วงจำหน่าย

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เชื่อมโยงไปถึงภาคการเกษตร ตั้งแต่การผลิตจนถึงการเก็บเกี่ยว ซึ่งทั้งผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวและเกษตรกรต่างต้องปรับตัวรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในฤดูกาลผลิตปีนี้