MOTORING
กลุ่มยานยนต์ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ขับเคลื่อน'โปรสู้ฝุ่นลดPM2.5 Together'
กรุงเทพฯ-กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” ชวนคนไทย “ดูแลรถ ลดควัน ลดฝุ่น” สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการลดมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กและบำรุงรักษาตามระยะเวลาที่กำหนด ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการรถยนต์ 9 แบรนด์ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 31 มีนาคม 2570 (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท)
เนื่องจาก ภาคการขนส่งและรถยนต์ใช้งานเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศในเขตเมือง โดยเฉพาะรถที่มีอายุการใช้งานสูง รถที่ขาดการบำรุงรักษา หรือรถที่มีระบบเครื่องยนต์และระบบควบคุมมลพิษทำงานไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจมีการปล่อยฝุ่น ควันดำ และมลพิษทางอากาศสูงกว่ารถที่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม โครงการ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” จึงนำแนวคิด “Preventive Maintenance for Clean Air – ดูแลรถก่อนเกิดปัญหา ลดมลพิษก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤต” มาเป็นกลไกสำคัญ ส.อ.ท. โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกรมควบคุมมลพิษ และให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยลดมลพิษจากรถยนต์ใช้งาน สร้างแรงจูงใจให้เจ้าของรถนำรถยนต์เข้ารับการตรวจเช็กและบำรุงรักษาตามระยะ รวมถึงเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อช่วยรักษาประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ลดการสึกหรอ ลดโอกาสเกิดการเผาไหม้และการปล่อยมลพิษที่ผิดปกติ
โครงการ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 31 มีนาคม 2570 (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท) ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความเสี่ยงต่อการสะสมของฝุ่น PM2.5 โดยประชาชนสามารถนำรถเข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการและสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รับสิทธิพิเศษและส่วนลด ค่าแรง ค่าอะไหล่ และน้ำมันเครื่อง สูงสุดถึง 55% ตามรายการและเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละแห่งจาก 9 แบรนด์ ได้แก่ TOYOTA, ISUZU, HINO, MAZDA, FORD, NISSAN, HONDA, MITSUBISHI และ SUZUKI ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนรถที่เข้ารับบริการ แต่ครอบคลุมถึงการสร้างผลลัพธ์ใน 4 ระดับ ได้แก่ ลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรถ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านอากาศสะอาดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
