POLITICS

วิกฤตมลพิษแม่น้ำปราจีนฯจ่อบานปลาย ซัดรัฐบาลใส่เกียร์ว่างแตะถ่วงแก้ปัญหา



ปราจีนบุรี - 8 พฤศจิกายน 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี สถานการณ์มลพิษในจังหวัดปราจีนบุรีทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤต “ระดับประเทศ” แล้ว! เมื่อพรรคประชาชน ปราจีนบุรี เดินหน้าเปิดเวทีสาธารณะสะท้อนเสียงสะเทือนใจ “ชาวปราจีนไม่ทนปัญหามลพิษ” ณ ร้านกาแฟชื่อดังตรงข้ามโรงแรมคิงโฮเตล เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ติดริมแม่น้ำปราจีนบุรี อ.เมืองปราจีนบุรี โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมสะท้อนความเดือดร้อนราว 30 คน ท่ามกลางเสียงระบุรัฐบาลที่ทำงานแบบแยกส่วน ไร้บูรณาการ และปล่อยให้ประชาชนเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง

ชนกานต์ ศรีเอียด หรือ แมน   อดีตผู้สมัคร สส.จากพรรคประชาชน ปราจีนบุรี เปิดเผยในเวทีว่า สถานการณ์มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและอาชีพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วง “ก่อน-ระหว่าง-หลังน้ำท่วม” ที่ผ่านมา พื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีเผชิญกับภาวะมลพิษรุนแรงหลากหลายรูปแบบ ทั้งคราบน้ำมันสีรุ้งกระจายทั่วผิวน้ำ น้ำชะกากขยะอุตสาหกรรมไหลทะลักลงแหล่งน้ำทำกิน ส่งผลให้ปลากระชังและปลาธรรมชาติลอยตายเกลื่อนตลอดทั้งลุ่มน้ำ พร้อมทั้งตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

“ทางออกเร่งด่วนในขณะนี้คือ ต้องหยุดการออกใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมไปก่อน จนกว่าระบบและกลไกการกำกับดูแลของจังหวัดจะมีความพร้อมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง” นายแมนระบุ

สำหรับแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป นายแมนเผยว่า ในวันที่ 16 พ.ย. นี้ จะมีคณะอนุกรรมาธิการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และ ในวันที่ 17 พ.ย. จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อเนื่องในอีก 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านสร้าง และอำเภอศรีมโหสถ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสะท้อนความเดือดร้อน รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่การเรียกร้องการเยียวยาความเสียหายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

เสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนทั้งผู้ได้รับมลพิษโดยตรง ซึ่งสูญเสียทั้งอาชีพ สุขภาพ และความรู้สึกปลอดภัย กลับดูเบาบางสำหรับรัฐบาลชุดนี้ พี่น้องชาวนา คนเลี้ยงปลากระชัง และผู้เลี้ยงปลาบ่อดิน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ไม่รู้ว่าจะได้รับเงินเยียวยาไหม และไม่รู้ว่าแปลงนาหรือบ่อปลาของตนเองปลอดสารเคมีหรือไม่ แต่ในขณะเดียวกัน คนทั้งประเทศเข้าใจไปแล้วว่าพืชผลมีความเสี่ยงสูงในการปนเปื้อน

นักขับเคลื่อนปัญหามลพิษสะท้อนในวงว่า วันนี้ปัญหาปราจีนฯ ใหญ่เกินกว่าหน่วยงานระดับจังหวัดและภูมิภาคจะจัดการได้ จำเป็นต้องมี ‘บอร์ดระดับชาติ’ ที่ประสานงานทุกกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันรัฐทำงานแบบเบี้ยหัวแตก หน่วยใครหน่วยมัน อ้างหน้าที่จำกัด ขณะที่คนรับกรรมคือประชาชนที่ไม่รู้จะพึ่งใคร

ทั้งนี้ นายแมนในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน จะนำข้อมูลทั้งหมดนี้เสนอต่อผู้นำฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาในระดับนโยบายต่อไป

เพื่อตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้าง ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (อัปเดต ณ วันที่ 1 กันยายน 2569) ได้เปิดเผยตัวเลขการกระจุกตัวของโรงงานประเภท 105 (โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ/ของเสีย) และประเภท 106 (โรงงานรีไซเคิลขยะ/ของเสีย) ในแต่ละอำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี เรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้

•    อันดับ 1 อำเภอกบินทร์บุรีรวม74โรงงาน (มากที่สุด) แบ่งเป็นโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ(ประเภท 105)จำนวน 41 แห่ง และโรงงานรีไซเคิลขยะ (ประเภท 106) จำนวน 33 แห่ง
•    อันดับ 2 อำเภอศรีมหาโพธิ - รวม 62 โรงงาน แบ่งเป็นโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ 28 แห่ง และโรงงานรีไซเคิลขยะ 34 แห่ง
•    อันดับ 3 อำเภอนาดี - รวม 8 โรงงาน แบ่งเป็นโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ 6 แห่ง และโรงงานรีไซเคิลขยะ 2 แห่ง
•    อันดับ 4 อำเภอเมืองปราจีนบุรี - รวม 6 โรงงาน แบ่งเป็นโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ 5 แห่ง และโรงงานรีไซเคิลขยะ 1 แห่ง
•    อันดับ 5 อำเภอบ้านสร้าง - รวม 3 โรงงาน แบ่งเป็นโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ 2 แห่ง และโรงงานรีไซเคิลขยะ 1 แห่ง
•    อันดับ 6 อำเภอศรีมโหสถ - รวม 2 โรงงาน มีเฉพาะโรงงานคัดแยกหรือฝังกลบขยะ 2 แห่ง (ไม่มีโรงงานรีไซเคิลขยะ)
•    อันดับ 7 อำเภอประจันตคาม - รวม 0 โรงงาน ไม่มีโรงงานที่ขึ้นทะเบียนทั้งประเภท 105 และ 106 ในพื้นที่

ตัวเลขสถิติดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า ภาระด้านการจัดการของเสีย กากอุตสาหกรรม และการรีไซเคิลขยะของจังหวัดปราจีนบุรีกระจุกตัวหนาแน่นอยู่ในโซนนิคมและพื้นที่อุตสาหกรรมหลักอย่างกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ์รวมกันเกินกว่าร้อยแห่งอย่างมีนัยสำคัญ

พรรคประชาชนและตัวแทนภาคประชาชนได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วนใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. สั่งปิดโรงงานขยะที่จงใจทำผิดกฎหมายทันที เพื่อยุติต้นตอและแหล่งกำเนิดมลพิษ
2. กระทรวงอุตสาหกรรมต้องหยุดการให้ใบอนุญาตโรงงานขยะ โดยเฉพาะประเภท 105 และ 106 จนกว่าระบบราชการจะสามารถควบคุมสถานการณ์ให้โรงขยะดำเนินกิจการภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่กำหนดได้
3. เร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนมลพิษ ซึ่งคาดว่ากินวงกว้างกว่าแสนไร่ หยุดการกระจายตัวของสารเคมี ปรับปรุงดิน และบำบัดน้ำในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
4. ชดใช้และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะด้านอาชีพ ที่ดินทำกิน สุขภาพกายและจิต รวมถึงบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย

สุดท้ายนี้ พวกเราต้องการส่งเสียงไปถึงรัฐบาลและสังคมไทยว่า ปัญหามลพิษปราจีนฯ ไม่ใช่เรื่องของคนปราจีนบุรีเพียงลำพัง แต่มันกินพื้นที่หลายจังหวัดและหลายภูมิภาค เราต้องการอำนาจและทรัพยากรจากรัฐบาลกลาง พร้อมทั้งแรงกดดันจากสังคมไทยที่มากพอ เพื่อให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระระดับชาติอย่างแท้จริง

มานิตย์  สนับบุญ -ข่าว /ณัฐนันท์ – ภาพ /ปราจีนบุรี