ECO & ESG

ทีอีไอ-วช.-สวก.ร่วมเชียงราย-พะเยา-น่าน เดินหน้าขับเคลื่อนแก้ปัญหาPM2.5



เชียงราย-สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมด้วยภาคีความร่วมมือพื้นที่ปฏิบัติการจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือและกลไกพื้นที่ปฏิบัติการเชียงราย พะเยา น่าน ขับเคลื่อนแก้ปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน ไทย-ลาว-เมียนมา แลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์ปัญหาการเผาและหมอกควันข้ามแดนของพื้นที่ ระดมความคิดเห็น ร่วมตั้งเป้าหมายแนวทางและแผนปฎิบัติการลดการเผาในพื้นทิ่บัติการระดับพื้นที่ ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)

นายรุจติศักดิ์  รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวว่า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่วิกฤตไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ เนื่องจากการเผาป่าและเผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรช่วงหน้าแล้ง ด้วยพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและเมียนมา จึงทำให้ระดับมลพิษหมอกควันข้ามแดนที่รุนแรงได้มากขึ้นและยากต่อการควบคุม จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือและกลไกพื้นที่ปฏิบัติการเชียงราย พะเยา น่านขับเคลื่อนแก้ปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน ไทย-ลาว-เมียนมา ครั้งนี้ จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยจังหวัดพะเยา และน่าน จะได้ยกระดับความร่วมมือที่เข้มข้นและมุ่งเป้าหมายในการลดการเผา เพื่อลด PM2.5 มากขึ้น โดยจะร่วมกับเมืองคู่ขนานของทั้ง 2 ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งความสัมพันธ์อันดี ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติที่ดีร่วมกันการจัดการลดเผาและลดผลกระทบร่วมกันได้มากขึ้นในอนาคต และยังเป็นการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานเกี่ยวข้องให้เกิดการปฏิบัติให้เป็นวิถีข้ามแดนให้ต่อเนื่องต่อไป

นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหา PM2.5 ทางตอนเหนือของประเทศไทย ถือเป็น “วิกฤติสิ่งแวดล้อมประจำปี” ที่เกิดซ้ำทุกปี ส่งผลกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชน วช. ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้จึงได้สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแนวทางป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรหลากหลายภาคส่วนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนทุนวิจัยใน “มิติลดฝุ่นควันข้ามแดน” ที่มีความสำคัญและกระทบกับประเทศไทยโดยตรง ให้กับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างกลไกการเชื่อมโยงการดำเนินงานจากระดับนโยบายของประเทศสู่ระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน และแม่ฮ่องสอน เพื่อร่วมสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการดำเนินงานขับเคลื่อนลดการเผาในระดับพื้นที่

นางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าวว่า สวก. มีนโยบายการสนับสนุนทุนวิจัยด้านการเกษตร ที่มุ่งเน้นทำงานไปสู่การใช้ประโยชน์ปลายทางเพิ่มขึ้น ยกระดับการสร้างผลกระทบที่ชัดเจนต่อประเทศ ปัญหา PM2.5 ทางตอนเหนือของประเทศไทย จากการเผาในที่โล่งจากภาคการเกษตรและประเด็นฝุ่นควันข้ามแดน โดย สวก. ได้สนับสนุนทุนวิจัยในการส่งเสริมและสร้างความร่วมมือเพื่อนำเอานวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่เหมาะสมไปปรับใช้และขยายผลด้านการเกษตรที่ยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพ และบริหารจัดการลดการเผาและหมอกควันข้ามแดนให้เกิดการต่อยอดและขยายผลการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวเสริมท้ายว่า สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ได้เข้ามามีบาทและสนับสนุนความร่วมมือดำเนินงานการขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน ร่วมกับจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และแม่ฮ่อง และประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและเมียนมา เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือการทำงานในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความร่วมมือในการขยับกลไกการทำงานทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นบรรยากาศอันดีในเสริมสร้างศักยภาพการจัดการและลดหมอกควันข้ามแดนชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ การดูงานของผู้นำให้กับประเทศเพื่อนบ้านจาก สปป.ลาว และเมียนมา และผลักดันให้เกิดเป็นแนวทางและปฏิบัติที่ดีเพื่อลดเผาในภาคเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดนร่วมกัน

นางสาววิลาวรรณ น้อยภา หัวหน้าโครงการฯ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก็ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างจังหวัดและเมืองคู่ชายแดนของไทยจะเป็นเหมือนสารตั้งต้นของระยะต่อเนื่องร่วมผู้แทนกลุ่มเป้าหมายได้เข้าใจในการดำเนินงานโครงการและร่วมกันระดมความคิดเห็นการดำเนินกิจกรรมลดการเผาเชิงรุกในระดับพื้นที่ เพื่อให้พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมในช่วงฤดูกาลแล้งที่จะมาถึงในปลายนี้และได้สะท้อนถึงการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิจัย เกษตรกร และประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมุ่งสู่การลดปัญหาฝุ่นควันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต