IN NEWS
สรุปมติครม.สำคัญประจำวันที่14ก.ค.69 'ต่ออายุแรงงาน-ผ่านCARE-AAM2026'
กรุงเทพฯ-ครม. ไฟเขียว 5 ความร่วมมือปั้นกำลังคน–ต่อยอดวิจัย AI และอวกาศ ดันไทยสู่ผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไทย-จีน/ครม. สานต่อมาตรการแรงงาน 3 สัญชาติ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หนุนกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง/ร่างกฎกระทรวงสูตรใหม่ “CARE” ผ่านความเห็นชอบแล้ว คำนวณเงินบำนาญชราภาพประกันสังคม มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ-เป็นธรรมทุกกลุ่ม/ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้/ครม.เห็นชอบการจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 (AAM 2026) และเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ว่าด้วยการจัดเตรียมเป็นเจ้าภาพงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium/ครม. รับทราบผลขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการรับ–ให้สินบน เดินหน้าบูรณาการข้อมูลภาครัฐ ใช้เทคโนโลยีลดทุจริต ยกระดับความโปร่งใส–สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน/ครม. รับทราบผลประชุม 3 อนุสัญญาสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้าคุมสารเคมีอันตราย–ของเสียข้ามแดน ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
วันนี้ (14 ก.ค. 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 5 ฉบับ เพื่อเตรียมการลงนามในระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศในการพัฒนาการศึกษา บุคลากร งานวิจัย และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เอกสารความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับ ประกอบด้วย (1) ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย การจัดสรรทุนการศึกษา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ (2) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou (เป่ยโต่ว) เพื่อวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบดาวเทียมร่วมกัน (3) ร่างบันทึกความเข้าใจด้านการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรด้านพลังงานแห่งอนาคต (4) ร่างข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ครอบคลุมสาขาสำคัญ เช่น การเกษตร วัสดุศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี และเทคโนโลยีอวกาศ และ (5) ร่างบันทึกความเข้าใจด้านการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน เพื่อการสำรวจอวกาศห้วงลึก สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศร่วมกัน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับ จะช่วยยกระดับคุณภาพการอุดมศึกษาและการวิจัยของไทย เพิ่มโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักศึกษา นักวิจัย และสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ พร้อมต่อยอดความร่วมมือในสาขาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบดาวเทียมนำทาง วัสดุศาสตร์ และนิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาค
ครม. สานต่อมาตรการแรงงาน 3 สัญชาติ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวรวมประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ
ร่างกฎกระทรวงสูตรใหม่ “CARE” ผ่านครม.
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณเงินบำนาญชราภาพกองทุนประกันสังคม ให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ หลักการคำนวณเงินบำนาญชราภาพปัจจุบัน คำนวณเงินบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งทำให้ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างลดลงในช่วงท้ายของการทำงาน หรือผู้ที่เปลี่ยนไปสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 กระทรวงแรงงานจึงได้เสนอปรับวิธีการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเป็น สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) โดยนำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนในแต่ละเดือน มาปรับมูลค่าเงินให้เป็นค่าเงินปัจจุบันก่อน แล้วจึงนำมาเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่นำส่งเงินสมทบ เพื่อให้เงินบำนาญสะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดอายุการทำงานได้อย่างเป็นธรรมยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพอยู่ก่อนแล้ว จะไม่ได้รับเงินบำนาญลดลง และผู้ที่จะเกิดสิทธิรับเงินบำนาญภายใน 5 ปีแรกนับจากกฎกระทรวงนี้มีผลบังคับใช้ หากคำนวณแล้วสูตรเดิมได้มากกว่าสำนักงานประกันสังคมจะมีมาตรการชดเชยส่วนต่างให้เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนทุกกลุ่ม
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า กฎกระทรวงนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกันตนได้เตรียมความพร้อมในการวางแผนเกษียณ และสำนักงานประกันสังคมได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกันตนมีความเจ้าใจมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ได้มีข้อเสนอจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เสนอให้กระทรวงแรงงานจัดทำแผนรองรับด้านสภาพคล่องและเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการรายจ่ายที่ไม่จำเป็นด้วย เพื่อความยั่งยืนทางการคลังของรัฐต่อไป
ครม. ไฟเขียวต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯชายแดนใต้อีก3เดือน
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน และจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปีนัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 85 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ
ครม.เห็นชอบการจัดงานAAM 2026
วันนี้ (14 ก.ค. 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบการจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 (AAM 2026)
2. เห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ว่าด้วยการจัดเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 (ร่างความตกลงฯ) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมความตกลงดังกล่าวโดยไม่กระทบสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้ ให้ คค. โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลความจำเป็น และประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว
3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยสำหรับการลงนามความตกลงดังกล่าว
4. ให้ความเห็นชอบในหลักการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) อำนวยความสะดวกการเข้าออกประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการตรวจลงตราให้แก่เจ้าหน้าที่ของ ICAO ที่จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับงานนี้ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยสถานที่จัดงานและผู้แทนที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมและการจัดการจราจรในพื้นที่โดยรอบ
นางสาวพลอยทะเล ประเทศไทยได้รับคัดเลือกจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ให้เป็นประเทศเจ้าภาพจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 ระหว่างวันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ซึ่งรูปแบบของงานจะเป็นการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ รวมถึงจะมีการจัดแสดง นิทรรศการและการจัดแสดงการบินสาธิตของอากาศยานไร้คนขับ และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,500 คน จากผู้แทนประเทศต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการบิน ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะเป็นผู้รับผิดชอบการจัดงานดังกล่าว ซึ่งใช้งบประมาณจำนวน 72.1 ล้านบาท จากเงินรายได้ของ กพท.
ทั้งนี้ ในการจัดงานข้างต้น ประเทศไทยและ ICAO จะต้องจัดทำร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 (ร่างความตกลงฯ) ขึ้น เพื่อกำหนดเงื่อนไขและหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างประเทศไทยและ ICAO
“การจัดงาน AAM 2026 จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น (1) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) สำหรับอากาศยาน รูปแบบใหม่ของภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลกในการลงทุนในประเทศไทย ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอากาศยานรูปแบบใหม่และอุตสาหกรรมอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (2) ประเทศไทยมีแนวทางการพัฒนากฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ที่ชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับแนวทางของ ICAO และมาตรฐานสากล (3) เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอากาศยานรูปแบบใหม่มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้อง กับบริบทของประเทศไทย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
ครม.รับทราบผลขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการรับ-ให้สินบน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมต่อ มาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้ ป.ป.ท. ส่งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้ประกอบการติดตามและขับเคลื่อนมาตรการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการสานต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดแนวทางป้องกันการรับและให้สินบนใน 8 ด้านสำคัญ อาทิ การเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการต่อต้านการทุจริต การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการอนุมัติอนุญาต การส่งเสริมภาคเอกชนร่วมต่อต้านการให้สินบน และการปลูกฝังค่านิยมสุจริตในสังคม
จากการหารือร่วมกันของ 17 หน่วยงาน ทุกฝ่ายเห็นพ้องในหลักการว่าการยกระดับการป้องกันการทุจริตจำเป็นต้องอาศัย การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการกำหนดตัวชี้วัดร่วม เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอสำคัญ เช่น การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านการเงิน ภาษี และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ การพัฒนาระบบบริการภาครัฐแบบดิจิทัลครบวงจร (End-to-End Service) เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการประชาชน
นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเห็นควรผลักดันการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น สนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านการให้สินบนผ่านมาตรการจูงใจ ตลอดจนเดินหน้ารณรงค์สร้างค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตและการไม่ยอมรับการทุจริตในทุกภาคส่วนของสังคม
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ป.ป.ท. เห็นว่า แม้หลายหน่วยงานจะมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและการกำหนดเป้าหมายร่วม จึงเสนอให้กำหนดผลลัพธ์และตัวชี้วัดแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงมาใช้ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และยับยั้งการทุจริตเชิงรุก
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง โดยมุ่งใช้เทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีสากล” นางสาวลลิดา กล่าว
ครม. รับทราบผลประชุม 3 อนุสัญญาสิ่งแวดล้อมโลก
นางสาวลลิดากล่าวต่ออีกว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 17 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 12 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 12 พร้อมเห็นชอบแนวทางที่ประเทศไทยจะดำเนินการตามมติสำคัญของทั้ง 3 อนุสัญญา เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้ อนุสัญญาบาเซล ประเทศไทยจะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายระหว่างประเทศในช่วงปี 2568–2574 โดยกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายผ่านการสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ปรับปรุงแนวทางการกำจัดของเสียให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และดำเนินโครงการสำรวจของเสียพลาสติกร่วมกับศูนย์ภูมิภาคของอนุสัญญาบาเซลและอนุสัญญาสตอกโฮล์มประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ ภายใต้ อนุสัญญารอตเตอร์ดัม ประเทศไทยจะดำเนินการแจ้งมติการนำเข้าสารเคมีต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญา โดยกำหนดให้การนำเข้าสาร Fenthion ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตก่อนนำเข้า พร้อมวางแผนควบคุมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ภายใน 5 ปี ขณะที่การนำเข้าสาร Carbosulfan จะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนนำเข้าเช่นกัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายของประเทศ
ส่วน อนุสัญญาสตอกโฮล์ม ประเทศไทยจะเร่งดำเนินมาตรการควบคุมสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) ชนิดใหม่ ได้แก่ กลุ่มสาร MCCPs และ Long-chain PFCAs รวมทั้งดำเนินการจัดประเภทพิกัดศุลกากร กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้า–ส่งออก จัดทำทะเบียนการใช้สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นในกรณีจำเป็น สำรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ยังมีสาร POPs เป็นส่วนประกอบ และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของประเทศส่งต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาภายในกรอบเวลาที่กำหนด
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินงานตามมติของทั้ง 3 อนุสัญญาจะอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับระบบกำกับดูแลสารเคมีและของเสียอันตรายของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยดำเนินการตามมาตรฐานสากล และมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว
