IN NEWS
'สวนดุสิต'ถาม-คนไทยตอบทำประชามติ ล่าสุดคะแนนนิยมปชน.นำห่างพท.-ภท.
กรุงเทพฯ- สวนดุสิตโพลคนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569 : คนไทยส่วนใหญ่ เห็นว่า ข้อจำกัด รธน ปี60 คือ การเปิดช่องให้กลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูง ขณะที่คะแนนนิยม พรรคประชาชนและเท้งยังนำท่าง ตามด้วยเพื่อไทยและภูมิใจไทย
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569 ในประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 53.15% เคยอ่าน/ศึกษารัฐธรรมนูญ 2560 บางส่วน โดยรวมคิดว่าตนเองเข้าใจรัฐธรรมนูญ 2560 เล็กน้อย 47.82% ข้อดี คือ มีกลไกตรวจสอบนักการเมืองเข้มแข็ง 37.99% ข้อจำกัด คือ เปิดช่องให้กลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูง 41.65% และข้อมูลเพิ่มเติมที่ต้องการรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจโหวตประชามติ คือ บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญ 50.29%
เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน 33.14% รองลงมาคือ เพื่อไทย 20.76% ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน 31.16% รองลงมาคือ เพื่อไทย 21.20% และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี 33.80%
.jpg)
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องไกลตัวในด้านความเข้าใจ แต่ใกล้ตัวในด้านผลกระทบ ส่วนใหญ่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเพียงบางส่วนและรับรู้แค่คร่าว ๆ จึงต้องการข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีบทบาทอย่างไร และรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 กระแสความนิยม ยังไปในทิศทางเดียวกันทั้งปาร์ตี้ลิสต์ เขต และตัวบุคคล โดยพรรคประชาชนยังคงนำโดยไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่า จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 สามารถสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับระบบการเมืองไทยในภาพรวมได้อย่างชัดเจน ในส่วนของการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าประชาชนอยู่ในภาวะสนใจแต่ยังไม่มั่นใจ มีความเข้าใจในข้อมูลระดับหนึ่งแต่ยังไม่ลึกซึ้ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากความไม่ตื่นตัวทางการเมือง หากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีความซับซ้อนและห่างไกลจากชีวิตประจำวัน เมื่อพิจารณาควบคู่กับทัศนคติในการเลือกตั้ง จะเห็นว่าประชาชนประเมินทั้ง “กติกา” และ “ผู้เล่นทางการเมือง” ไปพร้อมกัน โดยเลือกพรรคการเมืองจากความคาดหวังต่ออนาคตและความสามารถในการตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง มากกว่าความผูกพันทางการเมืองแบบเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองจึงมีลักษณะเปราะบางแต่เปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงนโยบาย ในบริบทนี้ การทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจ เสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และยกระดับความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยไทย
