IN NEWS

ไม่รอด!44สส.ก้าวไกลถูกที่ประชุมป.ป.ช. ชี้มูลความผิดจริยธรรมเตรียมส่งศาลฎีกา



กรุงเทพฯ-ไม่รอด! 44 สส.ก้าวไกล ถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรง คดีเสนอแก้ 112 ส่งศาลฎีกา เผยหากประทับรับฟ้องเป็นคดี มีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที พร้อมเปิดคำวินิจฉัย ป.ป.ช.เชือด 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง ส่งศาลฎีกาใน 30 วัน

วันที่ 9 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประชุมเพื่อลงมติชี้มูลความผิดคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูกร้องในความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้ง 44 ราย ซึ่งปัจจุบันคือ อดีตสส.พรรคประชาชน และผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว

จากนั้น ป.ป.ช.จะรวบรวมส่งศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาจะใช้เวลาระยะหนึ่งในการตรวจสอบสำนวน และหากศาลพิจารณาแล้วเห็นควรประทับรับฟ้องไว้เป็นคดี เมื่อถึงขั้นตอนนี้จะมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาที่มีตำแหน่งทางการเมืองต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที

ผลประชุมป.ป.ช.ลงมติชี้มูลอดีตสส.ก้าวไกลทั้ง44คนกระทำผิดจ่อยื่นส่งฟ้องต่อศาลฎีกา

สำหรับความเป็นมาคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกล่าวหาว่ากระทำการจงใจฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้างแรง

กรณีเสนอร่างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น มีความเป็นมาสืบเนื่องจากเมื่อเดือนก.พ.2564 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำรายชื่อสส.พรรค 44 คน เข้ายื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน รวมทั้งร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อประธานรัฐสภา จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง มีทั้งกลุ่มผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ต่อมาในระหว่างการเลือกตั้งสส.เป็นการทั่วไป พ.ศ.2566 ที่กำหนดวันเลือกตั้งใน วันที่ 14 พ.ค.2566 ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลได้จำนวนสส. 151 ที่นั่ง มากเป็นอันดับ 1 แม้สุดท้ายนายพิธา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคในขณะนั้น ไม่ได้เป็นนายกฯ เนื่องจากไม่ได้เสียงสนับสนุนจาก 250 สว. ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ส่งผลให้พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน

ถัดมาวันที่ 30 พ.ค.2566 นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เข้ายื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดว่า การกระทำของพิธาและพรรคก้าวไกลที่ยื่นเสนอแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 อาจเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อมา ธีรยุทธยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และสั่งให้พรรคก้าวไกลเลิกหาเสียงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จากนั้นวันที่ 31 ม.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งให้พรรคก้าวไกลเลิกการกระทำทั้งหมดในทันที

ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณา ก่อนมีมติส่งคำร้องพร้อมความคิดเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล จนกระทั่งในวันที่ 7 ส.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้ยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองแก่กรรมการบริหารพรรครวม 11 คน เป็นเวลา 10 ปีแต่สส.ที่เหลือของอดีตพรรคก้าวไกล ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในสภาต่อไป ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคประชาชน และเลือกนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค

แม้พรรคก้าวไกลถูกยุบ และกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว แต่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความผู้ร้อง ยังนำจากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นร้องต่อไปยังป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีแก่อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งจะมีโทษถูกตัดสิทธิทางการเมือง

เปิดคำวินิจฉัย ป.ป.ช.เชือด 44 สส.ก้าวไกล 

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหา นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน

กรณีเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ....  ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้เสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาภายในเดือนธ.ค.2568 นั้น

สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงกรณีดังกล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่กลางปี 2568 ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน หนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวนและคำร้องอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่ต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว

คณะกรรมการไต่สวน ได้คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทุกรายที่ประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงนำเสนอ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5

นายปริญญา คีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์  กมลวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปดิพัทธ์  สันติภาดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 18

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์  โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 24 น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 25

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำผู้ถูกกล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแดง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32

นายคำพอง เทพาคำผู้ถูกกล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 35นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 36 น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 37นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 38 น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39

น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ คีรีภูวดล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 42 นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44 ที่ร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219

ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 28 (1) โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ

และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังนำเรื่อง การแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว มากำหนดไว้เป็นนโยบายหาเสียง

การกระทำของนายพิธา ที่เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ. โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่า มิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด

และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย ไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่า ต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 ม.ค. 2567

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเนื้อหาร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาตามที่ผู้ถูกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอ และพฤติกรรมต่าง ๆ ประกอบแล้ว มีความเห็นว่า แม้ว่าสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายจะเป็นสิทธิของสส. ที่เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายได้ก็ตาม แต่จำต้องพิจารณาเนื้อหาของร่างที่เสนอว่าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมีเนื้อหา ที่ไม่สมควรหรือไม่

โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวด้วยแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 111 และข้อ 112 แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวต่อสภาฯ เพื่อให้สภาฯ ดำเนินการในกระบวนการตรากฎหมายต่อไป

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ญัตติที่เสนอมีเนื้อหาในลักษณะดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

และฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561  ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 17ประกอบข้อ 3 และข้อ 27

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีมติ