POLITICS

กรมสรรพสามิตโชว์ผลงาน5เดือนปีงบ69 จับกุม15,827คดีค่าปรับ1,578.31ลบ.



กรุงเทพฯ-กรมสรรพสามิตโชว์ผลงาน 5 เดือนแรก ปีงบฯ 2569 จับกุม 15,827 คดี ประมาณการค่าปรับรวม 1,578.31 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย”ผลปราบปรามช่วง 5 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – ก.พ. 2569) จับกุมคดีทั่วประเทศได้ 15,827 คดี สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน6.57% คิดเป็นค่าปรับกว่า 455.42 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับรวม 1,578.31 ล้านบาท

กรมสรรพสามิตเผยผลปราบปรามช่วง 5 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – ก.พ. 2569) จับกุมคดีทั่วประเทศได้ 15,827 คดี สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน6.57% คิดเป็นค่าปรับกว่า 455.42 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับรวม 1,578.31 ล้านบาท โดยพบคดียาสูบมากที่สุดร้อยละ 60.65 รองลงมาเป็นคดีสุราร้อยละ 29.82 พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจร   ผิดกฎหมาย” ใช้เทคโนโลยีและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ สกัดสินค้าลักลอบนำเข้าตามพื้นที่ชายแดน 44 จังหวัด

ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ช่วง 5 เดือนแรก (ต.ค. 2568 – ก.พ. 2569) ว่า สามารถจับกุมได้รวมทั้งสิ้น 15,827 คดี สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.57% คิดเป็นเงินค่าปรับ 455.42 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับ 1,578.31 ล้านบาททั้งนี้ พบว่าคดียาสูบมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60.65 รองลงมาเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับสินค้าสุรา คิดเป็นร้อยละ 29.82 โดยจำแนกเป็น รายประเภท ดังนี้
1. ยาสูบ จำนวน 9,599 คดี ค่าปรับ 294.50 ล้านบาท จำนวนของกลาง แบ่งเป็นยาสูบในประเทศ  152,376 ซอง และยาสูบต่างประเทศ 2,368,573 ซอง
2. สุรา จำนวน 4,720 คดี ค่าปรับ 58.69 ล้านบาท จำนวนของกลาง แบ่งเป็นสุราในประเทศ 116,160.500 ลิตร และสุราต่างประเทศ 6,442.555 ลิตร
3. น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 494 คดี ค่าปรับ 51.31 ล้านบาท จำนวนของกลาง 1,264,587.000 ลิตร
4. รถจักรยานยนต์ จำนวน 409 คดี ค่าปรับ 8.99 ล้านบาท จำนวนของกลาง 983คัน
5. ไพ่ จำนวน 137 คดี ค่าปรับ 1.26ล้านบาท จำนวนของกลาง  9,507 สำรับ 
6. รถยนต์ จำนวน 117 คดี ค่าปรับ 15.76 ล้านบาท จำนวนของกลาง 276 คัน 
7. เครื่องหอมและเครื่องสำอาง จำนวน 104 คดี ค่าปรับ 14.46 ล้านบาท จำนวนของกลาง 72,260 ขวด หัวน้ำหอม  41,838.294 กิโลกรัม
8. เครื่องดื่ม จำนวน 72 คดี ค่าปรับ 1.07 ล้านบาท จำนวนของกลาง  40,718.292ลิตร
9. แบตเตอรี่ จำนวน 139 คดี ค่าปรับ 8.65 ล้านบาท จำนวนของกลาง 123,839 ก้อน
10. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม จำนวน 11 คดี ค่าปรับ 0.56 ล้านบาท จำนวนของกลาง เครื่องดื่มผง 733.735 กิโลกรัมเครื่องดื่มเข้มข้น 19,932.280 ลิตร

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่ากรมสรรพสามิตได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบายสำคัญ “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” โดยมุ่งเน้นการดำเนินการเชิงรุกด้วยการใช้ฐานข้อมูลเพื่อพุ่งเป้าไปยังต้นตอขบวนการรายใหญ่ (Data Driven Enforcement) เพราะภารกิจของกรมสรรพสามิตไม่ได้มีเพียงการจัดเก็บภาษี แต่รวมถึงการขจัดสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อสร้างความปลอดภัยทางสังคม และสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ภายใต้การจัดการตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ในมิติการป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน (Border Guard) หรือต้นน้ำ กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน 44 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาสามารถจับกุมได้ 9,753 คดี คิดเป็นร้อยละ 61 ของจำนวนคดีทั้งหมด  โดยจะเน้นบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ในมิติการสกัดกั้นการกระจายสินค้า (Logistics Disruption) หรือกลางน้ำ ได้พุ่งเป้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ใน18 จังหวัดทั่วประเทศ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงการนำเทคโนโลยีในการตรวจสอบสินค้ามาใช้ในการติดตามตรวจสอบ เพื่อรับมือกับรูปแบบการลักลอบที่มีการเปลี่ยนแปลง

ในมิติการปรับปรุงกฎหมายเพื่อนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ (Regulate & Elevate) หรือปลายน้ำ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดความยุ่งยากในการประกอบธุรกิจ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ โดยเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้มีการปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสุราให้มีความยืดหยุ่นและลดข้อจำกัดหลายประการเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น ผลลัพธ์ ที่ตามมาคือ มีผู้ประกอบการที่สนใจเข้าสู่ระบบมากขึ้น ส่งผลให้ผลการจัดเก็บรายได้ของประเทศสูงขึ้น และปัญหาที่เกิดจากการลักลอบผลิตสินค้าที่ผิดกฎหมายก็จะลดลงตามไปด้วย

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตยืนยันเดินหน้าปราบปรามอย่างเข้มข้นต่อเนื่องทุกมิติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และเสริมสร้างความปลอดภัยทางสังคมอย่างยั่งยืน