IN NEWS

เงินเฟ้อ!มี.ค.ติดลบแต่คาดเม.ย.พุ่ง2.64% จากพิษน้ำมันแพง/สินค้าพาเลทขึ้นราคา



กรุงเทพฯ-เงินเฟ้อ มี.ค. 69 ยังติดลบ 0.08% แต่ เม.ย. พุ่งแน่ พาณิชย์ชี้ปัจจัย ราคาน้ำมัน-สงครามดันเฟ้อทะลุ 2% ทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคดิ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 62

7 เม.ย.2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนมีนาคม 2569 เท่ากับ 100.27 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเท่ากับ 100.35 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.08 (YoY) เป็นการปรับลดลงในอัตราที่ชะลอตัว แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าสำคัญหยุดชะงัก และทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเร่งตัวสูงขึ้น

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้นร้อยละ 0.57 (YoY) เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่สูงขึ้นร้อยละ 0.56 (YoY)

แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันระดับราคาให้ปรับสูงขึ้น ได้แก่

(1) ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดที่สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เร่งตัวขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

(2) ราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในบางช่วง

(3) ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น

(4) ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ

และ (5) แรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง ที่เพิ่มขึ้น สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ (1) ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้า และ (2) ราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ

“ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึงปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมระหว่างร้อยละ 0.0 – 1.0  (ค่ากลาง 0.5) เป็นระหว่างร้อยละ 1.5 – 2.5 (ค่ากลาง 2.0)  อย่างไรก็ดีแม้จะมีแรงกดดันสูง แต่กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ยืนยันว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถถอย (Recession) โดยต้องติดตามตัวเลขการจ้างงาน การส่งออก และ GDP อย่างใกล้ชิดต่อไป”

ทำไมมีนาคมยังลบ แต่เมษายนจะพุ่ง?

นายนันทพงษ์ เผยว่า สาเหตุที่เงินเฟ้อเดือนมีนาคมยังติดลบอยู่ที่ -0.84% (ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 นับจากเมษายน 2568) เป็นเพราะการเก็บข้อมูลราคาน้ำมันในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ราคายังทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงกว่ามาก เมื่อนำมาเฉลี่ย 4 สัปดาห์จึงทำให้ภาพรวมยังดูไม่สูงขึ้น

” คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะพลิกเป็นบวกอย่างแน่นอน เนื่องจากฐานราคาน้ำมันในปีก่อนเริ่มลดต่ำลง ขณะที่ราคาปัจจุบันพุ่งสูงขึ้น โดยประเมินว่าเฉพาะ แรงผลักจากราคาพลังงานเพียงอย่างเดียวจะดันเงินเฟ้อเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้นถึง 2.64%  หากราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในระดับ 50.54 บาทต่อเนื่อง “

 กางฉากทัศน์ความผันผวน

กระทรวงพาณิชย์แบ่งการคาดการณ์ตามความยืดเยื้อของสถานการณ์สงครามและราคาพลังงาน ได้แก่

กรณีที่ 1 สงครามจบเร็ว/น้ำมันขึ้นสั้น 2 เดือน  เงินเฟ้อทั้งปีเฉลี่ยที่ 1.5% – 2.5%  โดยคาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 2 จะมีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดของปีที่ 3.67% ก่อนจะเริ่มชะลอตัวในไตรมาสที่ 3 คาดจะอยู่ที่ 2.24% และไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะอยู่ 2.48%”

กรณีที่ 2 สงครามยืดเยื้อ 3 เดือนขึ้นไป  เงินเฟ้อมีสิทธิ์พุ่งไปถึง 2.5% – 3.5% % โดยคาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 2 จะมีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดของปีที่ 5.78% ก่อนจะเริ่มชะลอตัวในไตรมาสที่ 3 คาดจะอยู่ที่ 3.85% และไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะอยู่ 4.15%”

ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) วูบรอบ 7 ปี

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือนมีนาคมลดลงเหลือ 45.5 ซึ่งถือเป็นการ ลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลชุดใหม่ในปี 2562 โดยมีสาเหตุจากปัจจัยด้านราคาพลังงานพุ่งขึ้นมามีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นถึง 26.19% (จากเดิมเพียง 1.6% ในเดือนก่อนหน้า) ปัจจัยเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 17%

แผนยุทธศาสตร์ 3 มิติ

กระทรวงพาณิชย์ เตรียมแนวทางป้องกันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) กระทรวงฯ ได้วางมาตรการดังนี้:

การคุมต้นทุน ประกาศให้ “เม็ดพลาสติก” (ต้นทุนบรรจุภัณฑ์) และ “กากถั่วเหลือง” (ต้นทุนอาหารสัตว์ 30-40%) เป็นสินค้าควบคุมเพื่อไม่ให้ราคาต้นทางดีดตัวสูงเกินไป

การคุมราคาปลายทาง ได้กำกับดูแลสินค้าปรุงรสและสินค้าจำเป็น ให้อัตราการปรับราคาต้องสอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ไม่ให้ปรับขึ้นเร็วเกินไป

การสร้างทางเลือก ผ่านโครงการธงฟ้า กระจายสินค้าลดราคาลงสู่ระดับชุมชนและตำบล . โครงการไทยช่วยไทย มุ่งเน้นการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านค้าปลีกและสินค้าชุมชนทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพโดยตรง

รายละเอียดเงินเฟ้อมี.ค.69

อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังถูกจำกัดการปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการตรึงราคาในช่วงครึ่งเดือนแรก และการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้ายังคงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ประกอบกับสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิม จึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในเดือนมีนาคม

ขณะที่ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป

ของไทยลดลงร้อยละ 0.88 (YoY) โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 4 จาก 136 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำสุดใน

กลุ่มอาเซียน 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน ติมอร์-เลสเต สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย สปป.ลาว)

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.08 (YoY) ในเดือนนี้ มีการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการ ดังนี้

หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลงร้อยละ 0.34 (YoY) จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย โฟมล้างหน้า ครีมนวดผม กระดาษชำระ) เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี) ค่าจ้างเหมาช่างไฟฟ้า และค่าห้องพักโรงแรม ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า และค่าบริการขนขยะ

หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้นร้อยละ 0.34 (YoY) จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟ (ร้อน/เย็น) กาแฟผงสำเร็จรูป เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน) ข้าวสารเจ้า ผักสด (มะนาว ต้นหอม ผักชี มะละกอดิบ ผักกาดขาว พริกสด มะเขือ) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร น้ำมันพืช ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (ทุเรียน แตงโม มะพร้าวอ่อน มะม่วง กล้วยหอม) และซอสหอยนางรม

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สูงขึ้นร้อยละ 0.60 (MoM)

จากการสูงขึ้นของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 0.82 (MoM) โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) สูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับมีการลดเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ขณะเดียวกัน ค่าโดยสารเครื่องบินทั้งในประเทศและต่างประเทศปรับสูงขึ้นตามความต้องการในการเดินทางและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินมีปริมาณลดลง นอกจากนี้ สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน ผลิตภัณฑ์ฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว น้ำยาปรับผ้านุ่ม) ปรับสูงขึ้นจากการสิ้นสุดช่วงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ

ขณะที่มีสินค้าที่ราคาปรับลดลง อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล (น้ำยาระงับกลิ่นกาย ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า น้ำหอม แป้งผัดหน้า ครีมนวดผม) ค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้าน ค่าห้องพักโรงแรม และอาหารสัตว์เลี้ยง และหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้นร้อยละ 0.27 (MoM) ปรับสูงขึ้นตามราคาสินค้าสำคัญ อาทิ เนื้อสุกร ไก่สด ไข่ไก่ และผักสด (มะนาว ต้นหอม ผักกาดขาว ผักชี ผักคะน้า มะเขือ ขึ้นฉ่าย) เนื่องจากมีต้นทุนด้านอาหารสัตว์และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศร้อนทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง สำหรับข้าวสารเจ้า น้ำมันพืช ซอสหอยนางรม และน้ำปลา เนื่องจากสิ้นสุดช่วงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม มีสินค้าที่ราคาปรับลดลง อาทิ อาหารโทรสั่ง (Delivery) น้ำดื่มบริสุทธิ์ ผักบางชนิด (พริกสด ชะอม ถั่วฝักยาว ใบกะเพรา กะหล่ำปลี) ผลไม้สด (แตงโม แก้วมังกร มะม่วง) กาแฟผงสำเร็จรูป และซีอิ๊ว

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยไตรมาสแรกของปี 2569 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.54 (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.16 (QoQ)