OPINION

กเบื้องจาร: เสียงสะท้อนแห่งกาลเวลา กับความทรงจำของอารยธรรมไทย   โดย: ณัฐธพงษ์   ฟอนต์สีดำ



ท่ามกลางกระแสแห่งกาลเวลาที่ไหลผ่านอย่างไม่หยุดยั้ง อารยธรรมของมนุษยชาติได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในลักษณะของโบราณสถาน ซากปรักหักพัง ตลอดจนบันทึกทางภาษาและสัญลักษณ์ที่ถูกจารึกลงบนวัสดุอันคงทน หากแต่ในบางครั้ง ร่องรอยเหล่านั้นกลับมิได้ถูกยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ หากต้องเผชิญกับข้อสงสัย การตีความที่แตกต่าง และกระบวนการพิสูจน์ที่ยาวนาน หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้งในบริบทของสังคมไทย คือเรื่องราวของ “กเบื้องจาร”  แผ่นจารึกซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นหลักฐานของภูมิปัญญาและอารยธรรมของชนชาติไทยในอดีตกาลอันไกลโพ้น

เรื่องราวของกเบื้องจารมิได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางโบราณคดี หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่าง “ความรู้ทางวิทยาศาสตร์” กับ “ความเชื่อทางประวัติศาสตร์” และยังสะท้อนถึงพลวัตของอำนาจในการนิยามอดีต ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชนชาติในปัจจุบัน

1. จุดเริ่มต้นแห่งข้อถกเถียง: กเบื้องจารในสายตารัฐ

หากย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. 2509 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวนี้ รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผ่นกระเบื้องจารึกที่ถูกค้นพบ โดยระบุว่า เมื่อมีการนำไปตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณจากกรมศิลปากรแล้ว ไม่พบความสอดคล้องกับระบบอักษรใด ๆ ที่เป็นที่รู้จักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ว่า อักษรที่ปรากฏบนแผ่นจารึกมีลักษณะคล้ายคลึงกับการผสมผสานระหว่างอักษรไทยและอักษรจีน แต่ไม่สามารถจัดระบบเป็นภาษา หรือถอดความเป็นเรื่องราวที่มีความหมายได้อย่างสมบูรณ์ จึงนำไปสู่ข้อสรุปว่า อาจเป็นเพียงการขีดเขียนเลียนแบบ มิใช่ระบบอักษรที่มีโครงสร้างทางภาษาอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกัน การตรวจสอบทางวัสดุศาสตร์โดยกรมทรัพยากรธรณีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แผ่นกระเบื้องดังกล่าวมีองค์ประกอบของวัสดุที่คล้ายคลึงกับ “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์” และมีสารเคลือบผิวที่สามารถละลายได้ในแอลกอฮอล์ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น “ชะแล็ก” อันเป็นวัสดุในยุคสมัยใหม่

ข้อสรุปเหล่านี้จึงกลายเป็นกรอบความจริงที่ถูกยึดถือในวงวิชาการไทยมาเป็นเวลานาน โดยตีความว่า “กเบื้องจาร” มิใช่โบราณวัตถุ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน

2. ความทรงจำที่ไม่ยอมเลือน: ความพยายามของผู้ศรัทธา

แม้จะถูกปฏิเสธในเชิงวิชาการ แต่เรื่องราวของกเบื้องจารมิได้จางหายไป หากยังคงถูกสืบทอดผ่านความเชื่อและการศึกษาของบุคคลบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกวี (ธรรมทัตโต) แห่งวัดโสมนัสราชวรวิหาร ผู้ซึ่งได้รวบรวม ศึกษา และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นจารึกเหล่านี้ไว้อย่างละเอียด

สำหรับท่านแล้ว กเบื้องจารมิใช่เพียงวัตถุ หากเป็น “ภาษาของอดีต” ที่รอการถอดรหัส เป็นหลักฐานของภูมิปัญญา และเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ไทยที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กระแสหลัก

แม้ท่านจะละสังขารไปในปี พ.ศ. 2535 แต่เจตนารมณ์ในการพิสูจน์ความจริงยังคงถูกสืบทอดผ่านมูลนิธิและผู้สนใจในรุ่นต่อมา

3. วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับการทบทวนอดีต

เมื่อเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า การตรวจสอบวัตถุโบราณก็มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือการวิเคราะห์อายุด้วยวิธี Thermoluminescence ซึ่งสามารถประเมินอายุของวัสดุจากพลังงานที่สะสมอยู่ในโครงสร้างผลึก

ผลการตรวจสอบแผ่นกเบื้องจารจำนวน 5 แผ่น ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ได้เปิดมิติใหม่ของการตีความ เมื่อพบว่าตะกอนทรายที่เป็นองค์ประกอบมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 2,500 ถึง 4,600 ปี

แม้จะมีข้อจำกัดว่า อายุที่วัดได้นั้นเป็นอายุของตะกอน มิใช่อายุของการสร้างแผ่นจารึกโดยตรง แต่ข้อมูลดังกล่าวก็เพียงพอที่จะตั้งคำถามต่อข้อสรุปเดิมที่ว่า วัสดุเหล่านี้เป็นของสมัยใหม่

วิทยาศาสตร์จึงมิได้ให้คำตอบสุดท้าย หากแต่เปิดพื้นที่ให้เกิดการตั้งคำถามใหม่  และนั่นคือหัวใจของความก้าวหน้าทางองค์ความรู้

4. ภูมิปัญญาแห่งการสร้าง: ศาสตร์และศิลป์ของกเบื้องจาร

หนึ่งในประเด็นที่โดดเด่นที่สุดของกเบื้องจาร คือกรรมวิธีการสร้างที่สะท้อนความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

ตามบันทึกที่มีการถ่ายทอด กระบวนการเริ่มต้นจากการคัดเลือกหินทรายคุณภาพสูง ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ คือสามารถอ่อนตัวได้เมื่อเปียกน้ำ และแข็งตัวเมื่อแห้ง ทำให้สามารถจารึกได้โดยง่ายในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นวัสดุที่ทนทานต่อกาลเวลา

การเคลือบผิวด้วย “หัวน้ำรัก” ซึ่งเป็นส่วนผสมจากยางไม้และน้ำมันธรรมชาติ สร้างพื้นผิวที่ทั้งงดงามและป้องกันการเสื่อมสภาพ ขณะที่การใช้ “ทองผง” เพื่อเน้นร่องรอยตัวอักษร ยิ่งสะท้อนถึงความประณีตในเชิงศิลป์

ทั้งหมดนี้มิใช่เพียงเทคนิค หากเป็นการผสานกันของวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และความเชื่อ  เป็นมรดกทางปัญญาที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างจริงจัง

5. กเบื้องจารกับการเมืองของความรู้

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัววัตถุ อาจเป็น “การตีความวัตถุนั้น” เพราะการยอมรับหรือปฏิเสธมิได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเพียงอย่างเดียว หากเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคม การเมือง และอำนาจในการนิยามความจริง

กเบื้องจารจึงกลายเป็นตัวอย่างของ “ความรู้ที่ถูกท้าทาย” ซึ่งตั้งคำถามต่อโครงสร้างประวัติศาสตร์กระแสหลัก และเปิดพื้นที่ให้กับการตีความทางเลือก

ในขณะเดียวกัน ความสนใจจากนักวิชาการต่างชาติสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของวัตถุหนึ่งอาจถูกมองต่างกันไปตามมุมมองและบริบท

6. นัยยะทางอัตลักษณ์: เมื่ออดีตกำหนดปัจจุบัน

การศึกษากเบื้องจารมิใช่เพียงการมองย้อนกลับไปในอดีต หากเป็นการตั้งคำถามว่า “เราเป็นใคร” และ “เรามาจากไหน”

หากกเบื้องจารได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นของโบราณจริง ย่อมมีผลต่อการตีความประวัติศาสตร์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ อาจเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับต้นกำเนิดของภาษา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี

ในทางกลับกัน แม้หากไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเด็ดขาด คุณค่าของมันก็ยังคงอยู่ในฐานะ “แรงบันดาลใจ” ที่กระตุ้นให้เกิดการค้นคว้า และการตั้งคำถาม

บทสรุป

กเบื้องจารมิใช่เพียงวัตถุ หากเป็น “พื้นที่ของการสนทนา” ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อ และระหว่างความจริงกับการตีความในโลกที่ความรู้มิได้หยุดนิ่ง การเปิดใจรับฟังและตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล คือหนทางสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นบางที สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจมิใช่คำตอบสุดท้าย หากคือกระบวนการค้นหา  ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ ไม่เพียงเกี่ยวกับอดีต แต่เกี่ยวกับตัวเราเอง

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมศิลปากร. (2509). แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แผ่นกระเบื้องจารึกประวัติศาสตร์ชาติไทย. กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
  2. กรมทรัพยากรธรณี. (2509). รายงานการตรวจวิเคราะห์ทางวัสดุศาสตร์ของแผ่นกระเบื้องจารึก. กรุงเทพฯ: กระทรวงอุตสาหกรรม.
  3. สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). รายงานผลการทดสอบอายุวัตถุโบราณด้วยวิธี Thermoluminescence. นครราชสีมา.
  4. พระราชกวี (ธรรมทัตโต). (2535). บันทึกประวัติศาสตร์ไทยและวิธีการทำกเบื้องจาร. กรุงเทพฯ: วัดโสมนัสราชวรวิหาร.
  5. malamo kitchen. (2567). ผู้ต้นคิด “กเบื้องจาร” รางวัลที่ควรเชิดชูยิ่งกว่าโนเบล. YouTube.