BUSINESS

PwCแนะไทยรับมือทุนโครงสร้างพื้นฐาน คาดเม็ดเงินลงทุนแตะ21ลลบ.ในปี2593



กรุงเทพฯ, 8 มิถุนายน 2569 – PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวที่คาดว่ามูลค่าการลงทุนสะสมจะสูงถึง 21 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 จากการเร่งลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ 

ผลวิเคราะห์จากรายงาน PwC Global Infrastructure Outlook ปี 2593 ระบุว่า การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2593 หรือเติบโตราว 56% สะท้อนความจำเป็นในการเร่งปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure gap) ของประเทศ 

ในระดับโลก รายงานชี้ว่า เม็ดเงินลงทุนกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการลงทุนต่อปีจะเพิ่มขึ้นจาก 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 6.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2593 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มูลค่าการลงทุนสะสมทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 151.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนการเร่งลงทุนของประเทศต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง การใช้พลังงานไฟฟ้า (electrification) และการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล 

ทั้งนี้ ภาคคมนาคมยังคงเป็นสัดส่วนหลักของการลงทุนในไทย คิดเป็นประมาณ 44% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลกำลังเร่งตัว โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data centre) และเครือข่ายที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

นาย ณัฏฐ์ อัสดิษฐ์สกุล หุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า  “ประเทศไทยยังเผชิญช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน ระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและศักยภาพที่มีอยู่จริง ซึ่งยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นจากเมกะเทรนด์โลก ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การลงทุนไม่ได้เป็นเพียงการรองรับการเติบโต แต่เป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” 

นาย ณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า โอกาสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะกระจุกตัวในสามด้านหลัก ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะ data centre ในพื้นที่ EEC ซึ่งแม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดการลงทุนสูงที่สุดของโลก แต่ในระดับเอเชียก็ถือเป็นตลาดที่มีความเคลื่อนไหวและมีโอกาสการลงทุนค่อนข้างโดดเด่น  2.โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง จากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยไทยยังมีการลงทุนต่อเนื่องในโครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ - โคราช - หนองคาย รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การขยายเส้นทางของระบบขนส่งมวลชลทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเครือข่ายมอเตอร์เวย์เส้นทางใหม่ ๆและ3.โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นและสังคมสูงวัย โดยคาดว่าจะเห็นแนวโน้มความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและศักยภาพในการรองรับความต้องการในอนาคต 

อย่างไรก็ดี ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่คือการบูรณาการและจัดลำดับความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 

“ไทยยังมีศักยภาพในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นี่จึงเป็นโอกาสของทุกภาคส่วน การมองแนวโน้มโครงสร้างพื้นฐานอย่างเชิงรุก และประเมินให้ชัดว่าโอกาสเหล่านี้จะส่งผลต่อธุรกิจหรือเศรษฐกิจในช่วง 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าอย่างไร ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงธุรกิจกับโครงสร้างพื้นฐานไม่ทางตรงก็ทางอ้อม พร้อมปรับกลยุทธ์และนโยบายให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคมนาคม ดิจิทัล หรือสาธารณสุข ธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว มองเห็นผลกระทบล่วงหน้า และเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการวางกลยุทธ์ขององค์กรได้ก่อน จะเป็นผู้ที่สามารถคว้าโอกาสจากแนวโน้มนี้ได้ดีที่สุด” นาย ณัฏฐ์ กล่าว