SUSTAINABILITY

สัมภาษณ์พิเศษหัวหน้าอุุทยานฯทับลาน กางแผนสางปมที่ดินทับลาน1.4ล้านไร่



ท่ามกลางกระแสสปอตไลท์ที่สาดส่องมายังผืนป่ามรดกโลกอุทยานแห่งชาติทับลาน ผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาลกว่า 1.4 ล้านไร่ ซึ่งตั้งอยู่บนรอยต่อ 2 จังหวัดสำคัญอย่างจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดปราจีนบุรี ทั้งยังทรงคุณค่าในฐานะแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก วันนี้ปัญหายืดเยื้อเรื้อรังเรื่อง "ที่ดินทับซ้อน" กำลังถูกขับเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังการประกาศบัญชาการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ

ชนวนเหตุแห่งการเดินหน้าครั้งประวัติศาสตร์นี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ “นายอรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำคณะลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา ต.บ้านราษฎร์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้ร่วมกันกางแผนที่ชี้แจงแนวทาง "ขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิ์" เพื่อปรับความเข้าใจและแก้ไขข้อบกพร่องของข้อมูลในการแก้ไขปมปัญหาที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลาน

ก่อนที่คณะผู้บริหารจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจสภาพป่าและการถือครองที่ดินจากมุมสูง โดยล็อกเป้า 4 อำเภอยุทธศาสตร์รอยต่อ 2 จังหวัด ได้แก่ อ.เสิงสาง, อ.ครบุรี, อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เพื่อให้เห็นสภาพข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน พร้อมยังบุกเข้าพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการ คจก.” ในเขตอำเภอเสิงสาง เพื่อรับฟังเสียงสะอ้อนจากหัวอกชาวบ้านตัวจริงเสียงจริง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ยุคปราบปรามคอมมิวนิสต์ ทว่าจนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ชัดเจน

นี่จึงเป็นก้าวสำคัญในการคืนความเป็นธรรมให้คนรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปากอย่างสง่าผ่าเผย ภายใต้เจตนารมณ์วิสัยทัศน์ที่ว่า "มาเพื่อแก้ปัญหาและเยียวยาคนอยู่กับป่า ไม่ได้มาทำลายวิถีชีวิต"
ในโอกาสนี้ “นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ขุนพลผู้ปักหลักทำหน้าที่พิทักษ์ป่าแห่งนี้มาครบ 10 ปีเต็ม (นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559) ได้เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษถึงโรดแมปการผ่าทางตันเชิงรุก เพื่อสร้างความยุติธรรมและขีดเส้นแบ่งระหว่าง "คน" กับ "ป่า" ให้จบลงอย่างยั่งยืน

นายประวัติศาสตร์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญว่า ขณะนี้ได้มีการออกคำสั่งจัดตั้ง “คณะกรรมการกลาง” หรือคณะกรรมการร่วมขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนเพื่อความโปร่งใสสูงสุด ทั้งจากหน่วยงานราชการ, องค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชน, กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และฝ่ายนักอนุรักษ์แถวหน้าอย่าง คุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร โดยมีหมุดหมายร่วมกันในการพิจารณาแนวทาง ตรวจสอบคุณสมบัติ และสืบค้นหาข้อเท็จจริงในแต่ละแปลงพื้นที่ว่ามีความเป็นมาในอดีตอย่างไร

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ระบุว่า ภารกิจขับเคลื่อนหลักในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน
•    งานส่วนที่ 1 คือ การตรวจพิสูจน์สิทธิ์ อุทยานฯ จะใช้อัตรากำลังของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศและหลักฐานเชิงลึกต่างๆ เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า "ใครอยู่ก่อนหรือหลัง" การประกาศเขตป่าตามกฎหมายครั้งแรก หากตรวจสอบแล้วพบว่าอยู่อาศัยมาก่อน ก็สามารถดำเนินการขอออกเอกสารสิทธิ์ตามขั้นตอนได้ แต่หากสืบทราบว่าเข้ามาอยู่ทีหลัง จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามมาตรา 64 แห่งกฎหมายอุทยานฯ หรือข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
•    งานส่วนที่ 2 คือ การบังคับใช้กฎหมาย ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับแปลงคดีที่กระบวนการทางศาลสิ้นสุดลงแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มทุนและกลุ่มรีสอร์ต ซึ่งมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่าศาลมีคำสั่งให้รื้อถอนและย้ายออกจากพื้นที่

นายประวัติศาสตร์ย้ำว่า ในส่วนของชาวบ้านดั้งเดิมที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และครอบครองเพียงรีสอร์ตขนาดเล็กเพื่อยังชีพ ทางอุทยานฯ อาจมีการนำข้อเท็จจริงมาพิจารณาใหม่ เพื่อหาทางช่วยเหลือให้อยู่ในพื้นที่เดิม หรือจัดสรรให้อยู่ในพื้นที่สำรองตามกรอบของมาตรา 64 ต่อไป

สำหรับความเด่นชัดในมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับรีสอร์ตรายใหญ่นั้น หัวหน้าอุทยานฯ ทับลาน ได้หยิบยกกรณีของ โรงแรม “อิมภูฮิลล์ รีสอร์ต” ขึ้นมาชี้แจงว่า ปัจจุบันคดีความได้สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดแล้วในชั้นศาลปกครองสูงสุด ซึ่งผลคำพิพากษายืนยันว่าการใช้อำนาจของอุทยานฯ ในการออกคำสั่งรื้อถอนนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ทว่า ที่ผ่านมาการรื้อถอนยังติดขัดในเรื่องของงบประมาณในการดำเนินการที่มีมูลค่าสูง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อุทยานฯ กำลังเร่งรัดเดินหน้าบังคับคดีกับรีสอร์ตรายใหญ่อื่นๆ อีก 3 รายในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมตามคำสั่งศาล พร้อมระบุเสริมว่า ในฝั่งของจังหวัดปราจีนบุรีนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับการจัดการเรียบร้อยเกือบหมดแล้ว เนื่องจากกระบวนการศาลในท้องที่มีความเข้มงวดและมีคำตัดสินที่รวดเร็ว

จากฐานข้อมูลการตรวจสอบพื้นที่ป่าทับลานทั้งหมดที่มีเนื้อที่รวมประมาณ 1,400,000 ไร่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่แผ่กว้างอยู่ในจังหวัดนครราชสีมาถึง 1,200,000 ไร่ และอยู่ในจังหวัดปราจีนบุรีประมาณ 200,000 ไร่ ทางอุทยานฯ ได้จำแนกกลุ่มปัญหาออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อวางแนวทางจัดการตามภาพถ่ายทางอากาศและข้อเท็จจริง (One Map) ดังนี้:
•    กลุ่มที่ 1 (สีเหลือง): พื้นที่อุทยานฯ ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 53,512.47 ไร่
o    แนวทางแก้ไข: เห็นควรให้ดำเนินการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ เพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. นำไปบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์ต่อไป
•    กลุ่มที่ 2 (สีขาวคาดเหลือง): พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี เนื้อที่ประมาณ 4,328 ไร่
o    แนวทางแก้ไข: ต้องตรวจสอบสิทธิ์และคุณสมบัติของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบันอย่างละเอียดละออ เพื่อป้องกันปัญหานายทุนเข้ามาสวมสิทธิ์ โดยต้องพิสูจน์ว่าเป็นลูกหลานตัวจริงที่สืบทอดสิทธิ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 หรือไม่ หากกระบวนการทางคดีและตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้น จึงจะส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดูแล
•    กลุ่มที่ 3 (สีส้ม): พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ในเขตอำเภอเสิงสาง เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่
o    แนวทางแก้ไข: เห็นควรให้เพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่รัฐเคยนำราษฎรมาจัดสรรให้อยู่อาศัยเพื่อความมั่นคงในอดีต แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องกวดขันตรวจสอบเรื่องการเปลี่ยนมือที่ดิน
•    กลุ่มที่ 4 (สีชมพู): พื้นที่ราษฎรที่อยู่นอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ประมาณ 109,420.99 ไร่
o    แนวทางแก้ไข: ถือเป็นพื้นที่ที่มีราษฎรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก (เช่น ในเขต ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี , ครบุรีใต้ และ ตำบลวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ) แนวทางคือการ "ตั้งโต๊ะพูดคุย" กับผู้นำชุมชนเจาะลึกเป็นรายพื้นที่ เพื่อตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์ว่าครอบครองมาก่อนการประกาศเขตป่าครั้งแรกหรือไม่ เพื่อทำหน้าที่คัดกรองราษฎรตัวจริงออกจากกลุ่มนายทุน และนำมาตรา 64 มาปรับใช้เป็นทางออก
•    กลุ่มที่ 5 (สีขาวคาดแดง): พื้นที่พลาสตางค์ (สนามฝึกซ้อมรบของทหาร) เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่
o    แนวทางแก้ไข: เห็นควรให้เพิกถอนแนวเขตอุทยานฯ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ในราชการทหาร

ในประเด็นสิทธิ์ทำกิน นายประวัติศาสตร์ได้ให้ทัศนะเชิงลึกที่น่าสนใจว่า การที่ชาวบ้านอยู่ภายใต้ร่มเงาของ "มาตรา 64 แห่งกฎหมายอุทยานฯ" นั้น อาจตอบโจทย์วิถีชีวิตและการส่งต่อมรดกให้ลูกหลานได้ดีกว่าการเปลี่ยนเป็นเขต ส.ป.ก.

เนื่องจากที่ดิน ส.ป.ก. มีเกณฑ์ตรวจคุณสมบัติที่เข้มงวดและซับซ้อน หากในอนาคตลูกหลานสอบเข้าสัญชาติตนเป็นข้าราชการหรือไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ก็อาจจะขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินผืนนั้นต่อ แต่หากเลือกอยู่กับอุทยานฯ ภายใต้มาตรา 64 นอกจากจะสามารถอยู่อาศัยทำกินได้จริงแล้ว ชาวบ้านยังได้รับสิทธิ์ในการทำธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนร่วมด้วยได้ ขอเพียงมีเงื่อนไขร่วมกันว่าจะต้องไม่มีพฤติการณ์นำที่ดินผืนดังกล่าวไปซื้อขายเปลี่ยนมือให้กับกลุ่มทุนนายทุนภายนอก

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้กล่าวฝากเตือนและแสดงความห่วงใยไปถึงพี่น้องประชาชน ว่าขอความร่วมมืออย่าไปหลงเชื่อกลุ่มบุคคลที่พยายามเคลื่อนไหวปลุกปั่นมวลชนให้ออกมาเรียกร้องในแนวทางที่ไร้หลักการและเหตุผล เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะยิ่งส่งผลให้กระบวนการแก้ไขปัญหาทั้งหมดล่าช้าออกไปอีก

พร้อมกันนี้ ตนขอยืนยันเพื่อความมั่นใจของประชาชนว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการเข้ามาสะสางปัญหานี้ให้เสร็จสิ้น โดยขับเคลื่อนบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชนและผืนป่า ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด

“ผมทำงานรับใช้และปกป้องผืนป่าที่นี่มาครบ 10 ปีพอดี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 ความตั้งใจสูงสุดและเป็นความหวังของผมคือ อยากเห็นปัญหานี้จบลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สละสลวย และชอบธรรม เพื่อสถาปนาให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ถ้าภารกิจนี้ทำได้สำเร็จ ก็ถือว่าผมได้ยกภูเขาออกจากอกเสียที” นายประวัติศาสตร์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น

มานิตย์  สนับบุญ / ปราจีนบุรี รายงาน