IN NEWS

สรุปผลการประชุมครม.สำคัญใน7ก.ค.นี้ 'คืบหน้าFTAไทย-อียู/เอาผิด'ทิ้งงาน'กู้เงิน'



กรุงเทพฯ-สรุปผลประชุมครม.วันที่7 กรกฏาคมนี้ นายกฯ ติดตามความคืบหน้า FTA ไทย–EU เจรจาคืบหน้า 2 ใน 3 เดินหน้าสู่โค้งสุดท้าย /ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงคุมเข้มผู้รับจ้างภาครัฐ กำหนด ผู้ก่อความเสียหายร้ายแรงเข้าข่าย “ทิ้งงาน” ตัดสิทธิรับงานรัฐ 2–10 ปี/รัฐบาลเห็นชอบปรับผังเมืองรวมอยุธยา รองรับเศรษฐกิจ–อุตสาหกรรม–ที่อยู่อาศัย ควบคู่คุ้มครองพื้นที่เกษตรและสิ่งแวดล้อม/รัฐบาลเดินหน้าไทย–นิวซีแลนด์ ลงนามกรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนุนลดก๊าซเรือนกระจก พัฒนาตลาดคาร์บอน มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ/ครม.อนุมัติให้กู้เงินจากธนาคารโลกสำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง - ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ของกรมทางหลวงชนบท/ครม.เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ศ. ..../ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ ไทยชูพลังสตรีต่อยอดวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงความคืบหน้าว่า การเจรจา FTA ไทย–EU รอบที่ 9 เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยสามารถสรุปผลการเจรจาเพิ่มเติมได้อีก 8 ประเด็น ประกอบด้วย 4 บทหลัก ได้แก่ (1) การแข่งขันและการอุดหนุน (2) รัฐวิสาหกิจ (3) การระงับข้อพิพาท และ (4) การบริหารจัดการความตกลง รวมถึงภาคผนวกและพิธีสารอีก 4 เรื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันไทยและสหภาพยุโรปสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จาก 24 บท หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด

ขณะที่การเจรจาในประเด็นที่เหลือมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยหลายเรื่องอยู่ในขั้นใกล้ได้ข้อสรุป ขณะที่การเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างหารือรายละเอียดข้อเสนอร่วมกัน นับเป็นช่วงสำคัญที่การเจรจากำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ก่อนเดินหน้าเจรจาประเด็นที่เหลือซึ่งมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล บริการและการลงทุน ตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญา

โดยความคืบหน้าในการเจรจารอบนี้เป็นผลจากแรงสนับสนุนหลังการหารือในระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย–EU ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมมอบหมายให้คณะเจรจาจัดทำแผนงานร่วมและเร่งหารือประเด็นคงค้าง เพื่อผลักดันการเจรจารอบที่ 10 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ให้มีความคืบหน้าสูงสุด

ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงคุมเข้มผู้รับจ้างภาครัฐ กำหนด

นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพิ่มความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน สำหรับเหตุผลในการยกร่างกฎกระทรวงฉบับนี้  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้รับจ้างงานก่อสร้างของรัฐก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงจนกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหลายครั้ง แต่บางกรณีหน่วยงานของรัฐไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเสนอให้ขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงาน ทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมยังสามารถเข้าร่วมประมูลงานของรัฐได้ อีกทั้งบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ยังไม่ครอบคลุมกรณีดังกล่าว จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง คือ กำหนดให้ ผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่องานก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้เกิดภยันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชน อันเกิดจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติงานโดยไม่มีเหตุอันสมควรในช่วงระยะเวลาตามสัญญาจนถึงวันที่ตรวจรับงานครั้งสุดท้าย ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำการอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน และเมื่อปลัดกระทรวงการคลังมีคำสั่งขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงาน จะถูกตัดสิทธิยื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี โดยจะแจ้งเวียนรายชื่อให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งรับทราบ เผยแพร่ผ่านระบบสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง และแจ้งผู้ประกอบการที่ถูกขึ้นบัญชีให้รับทราบ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่เคยสร้างความเสียหายร้ายแรงกลับเข้ามารับงานภาครัฐ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาซ้ำในโครงการของรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกคู่สัญญาให้มีความโปร่งใส มีคุณภาพ และคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ

รัฐบาลเห็นชอบปรับผังเมืองรวมอยุธยา

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560 เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก มีบทบาทเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง อุตสาหกรรมสินค้าไฮเทค และศูนย์กลางโลจิสติกส์ เชื่อมโยงภาคมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จึงจำเป็นต้องปรับข้อกำหนดผังเมืองให้รองรับการพัฒนาอย่างเหมาะสม

สาระสำคัญของร่างประกาศดังกล่าว เป็นการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินสีเขียว หรือที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ให้สามารถดำเนินการหรือประกอบกิจการในอาคารได้ตามความสูงและขนาดที่กำหนด รวมถึงยกเว้นการจำกัดความสูงของอาคารบางประเภท เช่น อาคารเพื่อการศาสนา สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ไซโล โกดัง คลังสินค้า โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน โครงสร้างสาธารณูปโภค และหอถังส่งน้ำในบางบริเวณ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การแก้ไขครั้งนี้ยังเปิดให้บางพื้นที่สามารถประกอบพาณิชยกรรม อาคารชุด หอพัก หรืออาคารอยู่อาศัยรวมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ และต้องตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร เพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ และยังคงรักษาสมดุลของพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ของผังเมือง

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 แล้ว โดยคณะกรรมการผังเมืองมีมติเห็นชอบ และได้ปิดประกาศเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อคิดเห็น ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการดำเนินการ โดยเฉพาะการคำนึงถึงผังน้ำ พื้นที่น้ำหลาก การควบคุมกิจกรรมในพื้นที่ผ่อนปรน และการปฏิบัติตามกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองที่สมดุล รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ จะช่วยให้พื้นที่สามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลเดินหน้าไทย–นิวซีแลนด์

นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ บันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากถ้อยแถลงร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและนิวซีแลนด์เมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่ทั้งสองประเทศเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบในอนาคต สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเพิ่มศักยภาพในการบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution : NDC)

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลทางเทคนิค และการพัฒนาศักยภาพในหลายด้าน อาทิ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาและดำเนินงานด้านตลาดคาร์บอน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิจัย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การหารือเชิงนโยบาย การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีระยะเวลาบังคับใช้ 3 ปี และสามารถขยายระยะเวลาได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย โดยเป็นกรอบความร่วมมือที่ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือมีสถานะเป็นสนธิสัญญา ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ

 “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยี การบริหารจัดการตลาดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างขีดความสามารถของทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม.อนุมัติให้กู้เงินจากธนาคารโลกสำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารโลกโดยธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD) วงเงินรวมทั้งสิ้น 140.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,550 ล้านบาท)

2. อนุมัติให้ กค. รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โดย IBRD วงเงินรวมทั้งสิ้น 4.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 129.30 ล้านบาท)

3. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ (Loan Agreement) ร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant Agreement) และเอกสารที่เกี่ยวข้องของโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะลันตากลาง - ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ) และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง (โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ) และเห็นชอบในการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารเงื่อนไขทั่วไป (General Conditions) ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และเอกสารเงื่อนไขมาตรฐาน (Standard Conditions) ฉบับวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562

4. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างสัญญาเงินกู้และร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า

5. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมาย (Legal Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ ในโอกาสแรก ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว

6. มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือปฏิบัติงาน (Project Administration Manual: PAM) ร่างสัญญาเงินกู้ ร่างข้อตกลง รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า กฎข้อบังคับต่าง ๆ ของธนาคารโลก และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้องของโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

ครม.เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ศ. ....

วันนี้ (7 กรกฎาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ศ. ....

ร่างระเบียบดังกล่าว  เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหา สินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย  โดยมีรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายแผนแม่บท มาตรการ เพื่อบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจ ต่างประเทศ ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน เพื่อบริหารจัดการปัญหาและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างความรู้และจิตสำนึกให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อไม่กระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เสริมสร้างวินัยทางการค้าของผู้ประกอบการ ตลอดจนวางแนวทางปฏิบัติงานเพื่อการดำเนินการภายใต้ระเบียบนี้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

ทั้งนี้กำหนดให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม และงานเลขานุการของคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ (เดิมเป็นคณะกรรมการตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยปรับให้เป็นคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางระเบียบปฏิบัติให้แก่หน่วยงานของรัฐในการกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อันเป็นการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า เสริมสร้างความรู้ และจิตสำนึกให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้กระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายตลอดจนแก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม และครบถ้วนในทุกมิติ รวมทั้งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน [กรณีปัญหาการถือครอง หรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ซึ่งให้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568

ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบกว่า 40 ปี เปิดทางเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ตลาดใหม่ หนุนเกษตรกรแข่งขันได้ ความร่วมมือด้านการเกษตรไทย-มาเลเซีย ฉบับใหม่ ยกระดับความร่วมมือจากเดิมที่ใช้มากว่า 40 ปี ครอบคลุม 13 สาขา

ตั้งแต่นวัตกรรม เทคโนโลยี การรับมือโรคพืชและโรคสัตว์

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่าง MOU ดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดลงนามระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า MOU ฉบับใหม่นี้จัดทำขึ้นเพื่อทดแทนความตกลงเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 โดยปรับปรุงกรอบความร่วมมือให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรและความท้าทายของโลกในปัจจุบัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

สาระสำคัญของความร่วมมือครอบคลุม 13 สาขา อาทิ การพัฒนาพืช ปศุสัตว์ และประมง การป้องกันและควบคุมโรคพืชและโรคสัตว์ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ร่าง MOU มีอายุความร่วมมือ 5 ปี และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี โดยการดำเนินความร่วมมือจะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้กฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศ

"รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยผ่านความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รับมือโรคพืชและโรคสัตว์ได้ดียิ่งขึ้น ต่อยอดการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในระยะยาว" ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปการเข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ (APEC Women and the Economy Meeting 2026) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และคณะ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการส่งเสริมบทบาทสตรีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมผู้ประกอบการและการจ้างงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของสตรี การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน

ในการประชุม ผู้แทนไทยได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและวิสาหกิจชุมชนผ่าน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่สตรีทั่วประเทศ โดยในช่วงปี 2562–2568 กองทุนได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สมาชิก 41,179 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 7,249 ล้านบาท และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการ One Tambon One Product (OTOP) ได้ 20,263 โครงการ สะท้อนผลสำเร็จของการสนับสนุนสตรีในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับศักยภาพวิสาหกิจชุมชนของไทย

นอกจากนี้ ไทยยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสตรี การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแหล่งทุน ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของสตรี เพื่อให้ผู้หญิงสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ผลการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนความก้าวหน้าของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาศักยภาพสตรี โดยเฉพาะการต่อยอดวิสาหกิจชุมชน การสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง ครอบคลุม และยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกระดับ