IN NEWS

รัฐฯเข้ม! สั่งการจัดระเบียบสังคมทั่วไทย 'พลพีร์'คุมชุดเฉพาะกิจกวาดล้างทุกมิติ



รัฐบาลยกระดับการจัดระเบียบสังคมทั่วประเทศ ตั้งชุดเฉพาะกิจ มท. เดินหน้าปราบปรามผู้กระทำผิดทุกมิติ บังคับใช้กฎหมายเข้ม รายงานผลทุก 30 วัน

วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้ายกระดับการจัดระเบียบสังคมและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างจริงจัง โดยกระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้ง ชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานของฝ่ายปกครองทั่วประเทศ เร่งปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้น โปร่งใส และตรวจสอบได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย (ฉกอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักการทำงานของนายกรัฐมนตรี "ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม" คือพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมเร่งดำเนินการกับการกระทำผิดทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด อาชญากรรม การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน เครือข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงการกระทำที่สร้างผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยยังได้กำชับให้ฝ่ายปกครองในทุกจังหวัดและอำเภอปรับรูปแบบการทำงานเชิงรุก โดยสแกนพื้นที่เสี่ยงและตรวจสอบการกระทำผิดโดยไม่ต้องรอการร้องเรียนจากประชาชน พร้อมเร่งตรวจสอบปัญหาสถานบริการ โรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาต การสวมสิทธิ การออกบัตรประจำตัวประชาชนและเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือบุคคลต่างชาติเข้ามาเอาเปรียบผลประโยชน์ของประเทศ

ควบคู่กันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับการให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียน การทำ Social Listening การลงทะเบียนออนไลน์ และระบบให้คำปรึกษาเพื่อขออนุญาตต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการของภาครัฐได้สะดวก รวดเร็ว และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการทำงานและกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ชุดเฉพาะกิจติดตามผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกเดือน พร้อมรายงานผลการปฏิบัติงานและผลสัมฤทธิ์ต่อผู้บริหารและประชาชน ทุก 30 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการบังคับใช้กฎหมายและการจัดระเบียบสังคมของรัฐบาลเกิดผลอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้

"รัฐบาลยืนยันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับผู้กระทำผิดทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อจัดระเบียบสังคม สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมไทยผ่านการทำงานที่เห็นผลเป็นรูปธรรม" นางสาวลลิดา กล่าว

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย หรือ ฉกอ. เปิดเผยว่า ในส่วนของการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย สถานบริการ และโรงแรมต่างๆ ทุกฝ่ายจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะประเด็นที่สื่อสังคมออนไลน์ตั้งคำถามเกี่ยวกับโรงแรมที่ยังผิดกฎหมายกว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ กระทรวงมหาดไทยจะต้องเข้าไปตรวจสอบถึงต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่ของกฎหมายฉบับก่อน การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือความจงใจละเมิดกฎหมายของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังต้องเข้มงวดในเรื่องของสัญชาติ การสวมสิทธิออกบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงการออกเอกสารสิทธิที่ผิดกฎหมาย โดยถือหลักว่าหากสิ่งใดเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทย ถือเป็นความผิดที่ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด

"ขอให้ผู้บริหารกรมการปกครอง ได้กำชับฝ่ายปกครอง ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ สแกนพื้นที่ที่มีข้อสงสัยและทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเป็นผู้แจ้งเบาะแส ควบคู่ไปกับมาตรการปราบปราม กระทรวงมหาดไทยยังมีบทบาทในการเป็นผู้ให้บริการและป้องปราม ซึ่งจะต้องก้าวให้ทันและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการนำระบบดิจิทัลมาใช้ยกระดับการให้บริการประชาชน เพื่อความสะดวกและเข้าถึงง่าย เช่น การทำ Social Listening การลงทะเบียนออนไลน์ และการเปิดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อขออนุญาตอย่างถูกต้อง ระบบหลังบ้านของกระทรวงจะต้องมีความพร้อม ทันสมัย และตอบสนองอย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกัน การจัดระเบียบโซนนิ่งก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัย การบังคับใช้กฎหมายต้องตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจ และการเพิ่มมูลค่าที่อยู่อาศัย เพื่อผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ กระทรวงมหาดไทยจึงต้องมีวิสัยทัศน์ที่สามารถคาดการณ์อนาคตและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ" นายพลพีร์ กล่าวเน้นย้ำ

นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเกิดผลสัมฤทธิ์ จึงได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานให้คณะทำงานชุดเฉพาะกิจทุกคณะบูรณาการความร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง ทำงานเชิงรุก และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ โดยให้นำข้อมูลจากศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของกรมการปกครองมาเป็นกลไกรับฟังปัญหา นำมาวิเคราะห์เพื่อหามาตรการแก้ไข และใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวางแผนด้านการข่าวและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อประมวลและนำเสนอข้อมูลที่แท้จริง สะท้อนให้สังคมและผู้ปฏิบัติงานได้รับทราบอย่างชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป ทั้งนี้ ชุดเฉพาะกิจอำนวยการจัดระเบียบสังคมจะจัดให้มีการประชุมเป็นประจำในทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน เพื่อติดตามผลการดำเนินการ รับฟังปัญหาอุปสรรค และหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยการทำงานทั้งด้านการปราบปรามและการปกป้องประชาชนจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป และจะต้องมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนรายงานต่อผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย รวมถึงสะท้อนถึงประชาชนในทุกๆ 30 วัน ซึ่งตนขอเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความหวังให้ประชาชน และข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตทางสังคมให้แก่พี่น้องประชาชน