OPINION

เงาแห่งดิจิทัล: ว่าด้วยเงินของรัฐการเฝ้าสังเกตเสรีภาพการเงิน โดย ณัฐธพงษ์ อัครปรีชากุล



บทนำ: เมื่อเงินเปลี่ยนรูป

มนุษย์รู้จักเงินตรามานานกว่าสหัสวรรษ ตั้งแต่เมล็ดข้าวเปลือกในเมโสโปเตเมียไปจนถึงเหรียญกษาปณ์ในลิเดีย และธนบัตรในจีนสมัยราชวงศ์ถัง เงินมิได้เป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หากแต่เป็นบันทึกแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน สายใยที่ร้อยรัดสังคมเข้าไว้ด้วยกัน อดัม สมิธเคยกล่าวไว้ใน The Wealth of Nations ว่าเงินคือ "วงล้อแห่งการหมุนเวียน" ที่ทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนไหว แต่หากวงล้อนั้นถูกออกแบบให้สามารถติดตาม ทวนสอบ และควบคุมทุกการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ มันจะยังคงเป็นเครื่องมือแห่งอิสรภาพ หรือจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น?

คำถามนี้มิได้เป็นเพียงวาทศิลป์อีกต่อไป ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ทางดิจิทัลที่แผ่ขยายไปทุกหย่อมหญ้า ธนาคารกลางทั่วโลกต่างเร่งพัฒนา สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency   CBDC) เงินรูปแบบใหม่ที่ "เหมือนเงินบาทหรือธนบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ... เพียงแต่อยู่ในรูปแบบ 'ดิจิทัล'" การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกนำเสนอภายใต้คำมั่นสัญญาแห่งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการเข้าถึงทางการเงินที่ทั่วถึง ทว่าภายใต้แสงสว่างแห่งนวัตกรรมนั้น กลับมีเงาที่ทอดยาว เงาแห่งการเฝ้าสังเกต เงาแห่งการควบคุม และเงาแห่งอำนาจที่อาจบั่นทอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคล

บทความนี้มุ่งสำรวจมิติอันละเอียดอ่อนของ CBDC ผ่านเลนส์ของนักภาษาศาสตร์ผู้ใคร่ครวญถึงอำนาจของภาษาและสัญลักษณ์ในการหล่อหลอมสังคม ภาษาที่ใช้ในการนำเสนอ CBDC "นวัตกรรม" "ความทันสมัย" "ความปลอดภัย" เปรียบเสมือนวาทกรรมที่ปิดบังนัยทางการเมืองอันลุ่มลึกไว้เบื้องหลัง ด้วยการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ CBDC นำมาซึ่งการลดทอนความเป็นส่วนตัวทางการเงิน การสร้างกลไกการเฝ้าสังเกตผ่านการเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ และการแปรรูปวิกฤตเศรษฐกิจให้กลายเป็นข้ออ้างในการสถาปนาระบบควบคุมเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการรักษาเสรีภาพทางการเงินผ่านการถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริง เงินสด และระบบการเงินคู่ขนาน ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ เสรีภาพทางการเงินมิใช่เพียงเรื่องของเงินทอง หากแต่เป็นหัวใจของความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีแห่งการมีตัวตน

1. ว่าด้วยธรรมชาติของเงินดิจิทัล: นวัตกรรมหรือเครื่องมือควบคุม?

1.1 นิยามและพัฒนาการของ CBDC

CBDC คือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ เปรียบเสมือนเงินประจำชาติในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสถานะเป็น "เงินของรัฐ" (public money) เช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ โดยทั่วไป CBDC แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ประเภทสำหรับสถาบันการเงิน (wholesale CBDC) และประเภทสำหรับประชาชนทั่วไป (retail CBDC) ซึ่งแบบหลังนี้กำลังได้รับความสนใจจากธนาคารกลางทั่วโลกมากที่สุด

จากการสำรวจของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) ในปี 2564 พบว่าธนาคารกลางทั่วโลกสนใจศึกษา retail CBDC มากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่สนใจใช้เพื่อทดแทนหรือลดการใช้เงินสด เพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงิน และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัล ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรม

ประเทศไทยเองก็มิได้อยู่นอกกระแสนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารกลางลำดับแรก ๆ ที่เล็งเห็นถึงกระแสดิจิทัลที่จะปฏิวัติรูปแบบการเงินในอนาคต โดยเริ่มศึกษา CBDC ภายใต้ชื่อ "โครงการอินทนนท์" ในปี 2561 ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2564 ธปท. ได้แถลงข่าวเรื่อง "สกุลเงินดิจิทัลสำหรับประชาชนที่ออกโดย ธปท. (retail CBDC)" ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน

1.2 วาทกรรมแห่งความทันสมัย: การปกปิดนัยทางการเมือง

สิ่งที่น่าสังเกตคือวาทกรรมที่แวดล้อมการนำเสนอ CBDC ล้วนเป็นภาษาแห่งความก้าวหน้า "นวัตกรรม" "ประสิทธิภาพ" "ความปลอดภัย" "การเข้าถึง" ภาษาเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ของ CBDC ในฐานะความจำเป็นแห่งยุคสมัย ซึ่งผู้ใดไม่ยอมรับก็จะถูกมองว่าล้าสมัยหรือต่อต้านความเจริญ

ทว่า ดังที่นักปรัชญาแนวหลังโครงสร้างนิยมอย่างมิเชล ฟูโกต์ ได้ชี้ให้เห็นว่า อำนาจมักแฝงตัวอยู่ในวาทกรรมที่ดูเหมือนเป็นกลางและเป็นวิทยาศาสตร์ วาทกรรมแห่ง "ความทันสมัยทางการเงิน" จึงมิใช่เพียงการอธิบายข้อเท็จจริง หากแต่เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ งานวิจัยจาก Nottingham Business School ซึ่งวิเคราะห์ประเทศ ๖๘ ประเทศ พบว่าการนำ CBDC มาใช้นั้น "ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางการเมือง ระดับความโปร่งใสของรัฐบาล และในบางกรณีคือคอร์รัปชัน มากกว่าความพร้อมทางเทคโนโลยีหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ" ประเทศที่มีระบบอำนาจนิยมมากกว่ากลับเป็นผู้นำในการพัฒนา CBDC เนื่องจาก "โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์เอื้อให้รัฐบาลเหล่านี้สามารถนำระบบที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว มักจะใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าสังเกตและควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน"

ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่า CBDC มิใช่เพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีล้วน ๆ หากแต่เป็น "เครื่องมือแห่งอำนาจและนโยบาย" ดังที่ดร.มิลัด อาร์มานี เดห์กานี ผู้นำงานวิจัยกล่าวว่า "แผนที่โลกของเงินดิจิทัลกำลังถูกวาดขึ้นไม่เพียงด้วยขีดความสามารถ แต่ด้วยเจตนาทางการเมือง"

2. เศรษฐศาสตร์แห่งการเฝ้าสังเกต: เมื่อเงินกลายเป็นเครื่องมือของรัฐ

2.1 การลดทอนความเป็นส่วนตัวทางการเงิน

               หัวใจสำคัญของความเสี่ยงจาก CBDC อยู่ที่การลดทอนความเป็นส่วนตัวทางการเงิน (financial privacy) ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สถาบันวิจัยด้านนโยบายสาธารณะ Cato Institute เตือนว่า CBDC "จะก่อให้เกิดภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อความเป็นส่วนตัวทางการเงิน นับเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการตราพระราชบัญญัติความลับทางการธนาคาร (Bank Secrecy Act)" และ "ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด CBDC อาจคุกคามความเป็นส่วนตัวทางการเงิน เสรีภาพของปัจเจกบุคคล และตลาด ประเด็นเหล่านี้เริ่มไปแล้วปรากฏให้เห็นแล้ว แม้ว่า CBDC จะเป็นพัฒนาการที่ค่อนข้างใหม่ก็ตาม"

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง CBDC กับระบบการชำระเงินดิจิทัลที่มีอยู่คือ การรวมศูนย์ข้อมูล ในการใช้บัตรเครดิตหรือแอปพลิเคชันจ่ายเงินในปัจจุบัน ธุรกรรมต่างๆ กระจายอยู่ตามธนาคาร สหภาพเครดิต และผู้ออกบัตรต่างๆ ทว่า CBDC จะทำให้ธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดถูกบันทึกไว้ที่รัฐบาลโดยตรง หมายความว่ารัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้จ่ายของผู้คนได้โดยตรง ซึ่งนักวิชาการบางท่านมองว่า "ไม่เป็นธรรมและเป็นการขยายอำนาจของธนาคารกลางที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างไม่ชอบธรรม"

ยิ่งไปกว่านั้น CBDC ยังแตกต่างจากเงินสดซึ่งไม่มีการระบุตัวตน (anonymous) โดย "CBDC สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้โดยธรรมชาติ ทุกธุรกรรมสร้างรอยเท้าทางดิจิทัล ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว สิ่งนี้สร้างความเสี่ยงต่อการจัดทำโปรไฟล์ทางการเงินที่ครอบคลุม—รัฐบาลสามารถเฝ้าติดตามรูปแบบการใช้จ่าย เงินบริจาคทางการเมือง หรือนิสัยส่วนตัวได้แบบเรียลไทม์"

2.2 วิกฤตเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ: ข้ออ้างแห่งการเปลี่ยนแปลง

ประวัติศาสตร์สอนเราว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการเงินมักเกิดขึ้นในยามวิกฤต จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เคยกล่าวไว้ว่า "วิกฤตคือโอกาส" และดูเหมือนว่ารัฐบาลทั่วโลกกำลังใช้โอกาสจากวิกฤตเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในการผลักดัน CBDC

สถานการณ์เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในหลายประเทศ ถูกนำเสนอเป็นเหตุผลที่ต้องมี "เครื่องมือทางนโยบาย" ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นว่า CBDC อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลสามารถตั้งโปรแกรมเงิน (programmable money) ให้มีข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้งาน

Ray Dalio มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับโลกได้ออกมาเตือนอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่าระบบสกุลเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดยธนาคารกลางโดยตรง "อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นส่วนตัวทางการเงินส่วนบุคคลและความเป็นอิสระของสินทรัพย์" Dalio ชี้ให้เห็นว่าแม้รัฐบาลจะอ้างถึง "ประสิทธิภาพสูง" ในการส่งเสริม CBDC  การชำระเงินที่รวดเร็วขึ้น การลดต้นทุนการดำเนินงาน และการติดตามเงินทุนเพื่อการจัดเก็บภาษีและการป้องกันการฟอกเงิน แต่ "ความสะดวกนี้ก็หมายถึงการควบคุมแบบรวมศูนย์ที่มากขึ้น" ในมุมมองของเขา "CBDC จะทำให้ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้ ทำให้รัฐบาลสามารถเฝ้าติดตามรูปแบบการใช้จ่ายของแต่ละบุคคลได้แบบเรียลไทม์" สถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้นรวมถึงการที่เจ้าหน้าที่สามารถ "อายัดบัญชี จำกัดการใช้เงินทุน หรือแม้กระทั่งริบทรัพย์สินโดยไม่มีตัวกลาง" "เมื่ออำนาจทางการเงินและอำนาจบริหารเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ระบบการเงินอาจถูกใช้เพื่อการควบคุมทางการเมืองหรือสังคม"

3. ปัญญาประดิษฐ์และอัตลักษณ์ดิจิทัล: การเฝ้าสังเกตในมิติใหม่

3.1 สถาปัตยกรรมแห่งการดำรงอยู่แบบมีเงื่อนไข

นัยสำคัญยิ่งกว่าแค่การบันทึกธุรกรรมคือการเชื่อมโยงระหว่าง CBDC กับระบบอัตลักษณ์ดิจิทัลแห่งชาติ (national digital identity) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "สถาปัตยกรรมแห่งการดำรงอยู่แบบมีเงื่อนไข" (conditional existence architecture)

ระบบสามชั้นที่บรรจบกัน อัตลักษณ์ดิจิทัลแห่งชาติ เงินที่ตั้งโปรแกรมได้ (programmable money) และการเฝ้าสังเกตด้วย AI ก่อให้เกิด "สถาปัตยกรรมแห่งการดำรงอยู่แบบมีเงื่อนไขเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งการมีส่วนร่วมในชีวิตทางเศรษฐกิจและพลเมืองกลายเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามพฤติกรรมตามพารามิเตอร์ที่กำหนดไว้ในระดับโปรโตคอล" กล่าวคือ การดำรงอยู่และการมีส่วนร่วมในสังคมจะถูกกำหนดโดย "การอนุญาต" (permission) ที่ระบบมอบให้ ขึ้นอยู่กับว่าพฤติกรรมของบุคคลนั้นสอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่

วาทกรรมที่ใช้ในการนำเสนอระบบนี้—"การรวมทางการเงิน" "การป้องกันการฉ้อโกง" "ความมั่นคงทางการเงิน"—เป็นภาษาที่ดูมีคุณธรรมสูง ทว่าภายใต้ผิวเผินนั้นคือกลไกการควบคุมที่อาจรุกล้ำเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ผู้ยื่นคำร้องต่อรัฐสภายุโรปได้แสดงความกังวลว่า CBDC "อาจอำนวยความสะดวกให้เกิดการรวมศูนย์และการเฝ้าสังเกตที่มากเกินไป รวมถึงการติดตามแบบเรียลไทม์ การควบคุมการใช้จ่ายที่ตั้งโปรแกรมได้ หรือกลไกการบังคับใช้อัตโนมัติ ซึ่งถือว่าเข้ากันไม่ได้กับหลักการประชาธิปไตยและคุณค่าของสังคมเสรี"

3.2 การเฝ้าสังเกตด้วยปัญญาประดิษฐ์

ระบบ CBDC เมื่อเชื่อมต่อกับ AI จะสร้างขีดความสามารถในการเฝ้าสังเกตที่ไม่เคยมีมาก่อน ปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมจำนวนมหาศาลเพื่อค้นหารูปแบบพฤติกรรม คาดการณ์การกระทำในอนาคต และแม้กระทั่งระบุ "ความผิดปกติ" ที่อาจนำไปสู่การแทรกแซง

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า "CBDC จะทำให้ธนาคารกลางสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมได้มากกว่าบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเงินสด" การเข้าถึงข้อมูลในระดับนี้ เมื่อผนวกเข้ากับขีดความสามารถของ AI ในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล หมายถึงรัฐสามารถสร้าง "โปรไฟล์" พฤติกรรมของผู้คนได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ตั้งแต่รสนิยมในการบริโภค ความสัมพันธ์ทางสังคม ไปจนถึงความเชื่อและทัศนคติทางการเมือง

นี่มิใช่เพียงเรื่องของความเป็นส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอำนาจ อำนาจในการรู้ อำนาจในการคาดการณ์ และอำนาจในการควบคุม ดังที่ Dalio เตือนไว้ว่า "ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ควรเกิดขึ้นโดยแลกกับสิทธิส่วนบุคคล" ทว่าในยุคของสกุลเงินดิจิทัล ข้อเสนอนี้กำลังกลายเป็นประเด็นที่เร่งด่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ

4. ทางเลือกและทางรอด: การรักษาเสรีภาพทางการเงินในยุคดิจิทัล

4.1 เงินสด: เสาหลักแห่งความเป็นส่วนตัว

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด เงินสดยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเป็นส่วนตัวทางการเงิน ดังที่ผู้ยื่นคำร้องต่อรัฐสภายุโรปชี้ให้เห็นว่า แม้ CBDC จะถูกนำเสนอเป็นทางเลือก แต่ก็อาจกลายเป็น "ข้อบังคับโดยพฤตินัย" ผ่าน "การจำกัดหรือทำให้เงินสดกลายเป็นเรื่องรอง" อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะ "บั่นทอนความเป็นอิสระของปัจเจกและการกำหนดตนเองทางการเงิน"

การศึกษาเรื่อง "ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด" ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญว่า "การชำระเงินแบบดิจิทัลสัญญาว่าจะทำธุรกรรมได้เร็วขึ้น ติดตามภาษีและป้องกันการฉ้อโกงได้ดีขึ้น และลดต้นทุนสำหรับผู้ค้า" ทว่าในอีกด้านหนึ่ง "นักวิชาการเตือนว่าข้อมูลการชำระเงินคือ 'ข้อมูลส่วนบุคคล' ที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าและเชื่อมโยงกลับไปยังอัตลักษณ์ถาวร รวมถึงชื่อจริงและที่อยู่" "กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกครั้งที่คุณแตะ ปัด หรือสแกน การซื้อของคุณจะกลายเป็นร่องรอยทางดิจิทัล (Digital Foot Print) ที่อาจถูกเก็บรวบรวมโดยแพลตฟอร์มการชำระเงิน ธนาคาร และอาจรวมถึงรัฐบาล"

การรักษาเงินสดให้เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้จึงมิใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นเรื่องของการรักษาเสรีภาพขั้นพื้นฐาน สิทธิที่จะทำธุรกรรมโดยไม่ถูกเฝ้าสังเกต สิทธิที่จะมีชีวิตส่วนตัวที่ไม่ถูกเปิดเผย และสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐ

4.2 สินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริงและระบบการเงินคู่ขนาน

นอกจากการรักษาเงินสดแล้ว การถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริง (real assets) เช่น ทองคำ ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงจาก CBDC เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้อยู่นอกระบบการเงินดิจิทัลที่รัฐควบคุม

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่อง ระบบการเงินคู่ขนาน (parallel financial system) กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ในฐานะกลไกในการต่อต้านอำนาจนิยมทางการเงิน ระบบการเงินคู่ขนานหมายถึงการมีโครงสร้างทางการเงินที่ดำเนินการคู่ขนานไปกับระบบของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สกุลเงินดิจิทัลทางเลือก (alternative cryptocurrencies) ที่เน้นความเป็นส่วนตัว ระบบการแลกเปลี่ยนแบบ Peer-to-Peer หรือการทำธุรกรรมนอกระบบที่หลีกเลี่ยงการถูกบันทึกและเฝ้าสังเกต

อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบคู่ขนานมิใช่เรื่องง่ายในยุคที่รัฐบาลมีเครื่องมือในการควบคุมการเงินอย่างเข้มข้น ดังที่งานวิจัยเกี่ยวกับ "ลัทธิศักดินาดิจิทัล" (digital neo-feudalism) ชี้ให้เห็นว่า แม้ CBDC และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนจะถูกนำเสนอเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการรวมทางการเงิน ลดต้นทุนธุรกรรม และสนับสนุนเสถียรภาพทางสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็ "สร้างโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนให้รัฐและองค์กรธุรกิจในการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและข้อมูลส่วนบุคคล"

4.3 การศึกษา: อาวุธที่ทรงพลังที่สุด

ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของประชาชนคือ การศึกษาและการตระหนักรู้ ดังที่ Dalio กล่าวเน้นย้ำว่า "การอภิปรายเกี่ยวกับวิธีสร้างสมดุลระหว่าง 'ประสิทธิภาพและเสรีภาพ' จะต้องทวีความรุนแรงขึ้น" และ "ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ควรเกิดขึ้นโดยแลกกับสิทธิส่วนบุคคล"

ข้อมูลจาก Cato Institute เผยให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ "ยังคงไม่รู้ว่า CBDC คืออะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ารัฐบาลของตนกำลังดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่หรือไม่" การนำข้อมูลเหล่านี้ไปสู่สาธารณะและช่วยให้ผู้คนเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การศึกษาทำหน้าที่สองประการ: ประการแรก คือการทำให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก CBDC เพื่อให้สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ ประการที่สอง คือการสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลให้ออกแบบระบบ CBDC ที่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงการมีกลไกการปกป้องความเป็นส่วนตัว การจำกัดการเข้าถึงข้อมูล และการรักษาเงินสดให้เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้

5. อนาคตของเงินและเสรีภาพ: บทสรุปและข้อคิด

การเปลี่ยนผ่านสู่สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางมิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่มีนัยที่ลึกซึ้ง ดังที่ Ray Dalio ได้เตือนไว้ว่า "แม้จะยังมีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง แต่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงผลักดันโครงการที่เกี่ยวข้อง" จีนทดสอบเงินหยวนดิจิทัล สหภาพยุโรปกำลังประเมินโครงการยูโรดิจิทัล และอีกหลายประเทศกำลังดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในบริบทที่ "ความเป็นส่วนตัวทางการเงินซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหลักการสำคัญของสังคมเสรีและเป็นรากฐานของการแลกเปลี่ยนเสรี ได้ถูกลดความสำคัญลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทศวรรษที่ผ่านมา" และ CBDC "จะทำให้ความเป็นส่วนตัวนี้ลดลงไปอีกอย่างรุนแรง"

ในฐานะปัจเจกบุคคล เราอาจรู้สึกไร้อำนาจเมื่อเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยรัฐบาลและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ดังที่ประวัติศาสตร์ได้สอนเรา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ย่อมเกิดขึ้นจากความตระหนักรู้และการต่อต้านของประชาชน การตั้งคำถาม การศึกษา และการเรียกร้องให้มีระบบที่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยที่ช่วยกำหนดทิศทางของสังคม

บทเรียนสำคัญจากภาษาศาสตร์คือ ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นจริง วาทกรรมที่แวดล้อม CBDC "นวัตกรรม" "ประสิทธิภาพ" "ความปลอดภัย" เป็นภาษาที่ทรงพลังที่หล่อหลอมความเข้าใจของสาธารณชนต่อเทคโนโลยีนี้ การตั้งคำถามต่อวาทกรรมเหล่านี้ การเรียกร้องให้มีภาษาที่ซื่อตรงและโปร่งใส และการสร้างสำนึกร่วมกันเกี่ยวกับความหมายของเสรีภาพทางการเงินในยุคดิจิทัล จึงเป็นการต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญไม่แพ้การต่อสู้ทางกฎหมายหรือทางการเมือง

เงินคือบันทึกแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างมนุษย์ หากความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นถูกแทนที่ด้วยการเฝ้าสังเกตและควบคุม สังคมที่เราสร้างขึ้นจะมิใช่สังคมแห่งเสรีชนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น "สังคมแห่งการอนุญาต" (permission society) ที่ปัจเจกต้องขออนุญาตก่อนที่จะใช้จ่ายเงินของตนเอง

นี่คือคำถามที่เราทุกคนต้องเผชิญ: เรายินดีจะแลกเสรีภาพกับความสะดวกสบายหรือไม่? และ เราจะรักษาพื้นที่แห่งความเป็นส่วนตัวในโลกที่ทุกสิ่งถูกดิจิทัลได้อย่างไร?

คำตอบอาจมิใช่การปฏิเสธเทคโนโลยีโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการเรียกร้องให้มีการออกแบบระบบที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ระบบที่ให้ทางเลือกแก่ผู้ใช้ ระบบที่จำกัดการเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐโดยไม่จำเป็น และระบบที่รักษาพื้นที่แห่งความเป็นส่วนตัวไว้ เช่นเดียวกับที่สังคมประชาธิปไตยต้องการให้มี "พื้นที่ส่วนตัว" ในโลกกายภาพ ฉันใดก็ควรมี "พื้นที่ส่วนตัว" ในโลกการเงิน ฉันนั้น

ดังที่ Edward Snowden เคยกล่าวไว้ และถูกยกมาอ้างในงานศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวใน CBDC ว่า "การโต้แย้งว่าคุณไม่สนใจสิทธิในความเป็นส่วนตัวเพราะคุณไม่มีอะไรจะปิดบัง ก็ไม่ต่างจากการบอกว่าคุณไม่สนใจเสรีภาพในการพูดเพราะคุณไม่มีอะไรจะพูด"

ในยุคที่เงินกำลังเปลี่ยนรูป เสรีภาพก็กำลังถูกทดสอบเช่นกัน คำถามคือเราจะเลือกยืนอยู่จุดใดในประวัติศาสตร์นี้

บรรณานุกรม

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2564). โครงการสกุลเงินดิจิทัล (CBDC).
  2. Bhunia, A., & Mondal, D. (2025). Privacy Concerns in CBDC: A Case Study into Digital Rupee. NUJS Journal of Regulatory Studies, 10(Special Issue).
  3. Cato Institute. (2024, September 9). Central Bank Digital Currencies: Digital Currency or Digital Control? The Federalist Society.
  4. Gate News. (2026, February 9). Ray Dalio Warns Again: CBDCs Could Become "Surveillance Currencies," Central Bank Digital Currency Privacy Risks Fully Exposed.
  5. Nottingham Trent University. (2025, May 14). Political motives behind global adoption of Central Bank Digital Currency revealed in new study.