ECON & BIZ
ระดมสมอง5กูรูเปิดช่องทางค้าขายกับจีน ในสถานการณ์ที่โลกกำลังผันผวน
กรุงเทพฯ- มหาวิทยาลัยเกริกร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีนจัดสัมมนาระดมสมอง 5กูรูเรื่องจีน เปิดช่องการค้าในช่วงเวลาที่โลกกำลังผันผวน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยันรุกเข้าจีนแล้ว 8 แห่งทั้งแสดงสินค้าและจับคู่ธุรกิจ ขณะที่ดร.ไพจิตร ค้ากับจีนต้องมีเชิง "ตลาดจีนนั้นใหญ่แต่ไม่หมู" ขณะที่นักธุรกิจจีนในไทยแย้ม "ทุกวิกฤตต้องมีโอกาส"
เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2569 เวลา 13.30-16.00 น. ณ ห้องประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก บางเขน กรุงเทพฯ สมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกริก ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “ค้ากับจีนอย่างไรในวันที่โลกผันผวน” เพื่อให้ผู้ประกอบการค้า ประชาชนทั่วไปและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้ทำความเข้าใจถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองของโลกปัจจุบันที่จะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการส่งออกหรือทำการค้ากับคู่ค้าสำคัญอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน

วิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย นางสาวชนัญญา พรรณรักษา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์ ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย นางสาวอนิส ไต้ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซันโวต้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด ดร.พิทยุช ญาณพิทักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขานวัตกรรมธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยเกริก และนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร มองโลกวันนี้ระดับของความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และหลายๆสิ่งเพิ่งสูงขึ้น อัตราความเร็วและความรุนแรงก็สูงขึ้น ตลาดจีนนั้นใหญ่แต่ไม่หมู คนจีนยุคนี้รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้น เศรษฐกิจจีนเติบโตต่อเนื่องแม้จะลดต่ำกว่าอดีตแต่วันนี้ยังเฉลี่ย 5% ต่อปี ที่เข้าตลาดจีนยากเพราะจีนมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนโครงสร้างตลอดเวลา ยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้าตลอดเวลา จะส่งสินค้าอาหารเข้าต้องขึ้นทะเบียนกับGACCก่อน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ขั้นตอนวิธีการเหล่านี้คือความท้าทายของผู้ประกอบการไทย

จีนช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว หลังยุคโควิดคนจีน เริ่มใส่ใจของที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ห่วงใยสุขภาพมากขึ้น เน้นความสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจไม่โตแรงเหมือนเมื่อก่อนก็เริ่มใส่ใจความคุ้มค่ามากขึ้น เปลี่ยนการหาซื้อสินค้าแบรนด์รองแทนที่จะซื้อแบรนด์TOPระดับโลก ซึ่งจีนให้คำจำกัดความของพฤติกรรมแบบนี้ว่า “การบริโภคขนาดเล็ก”ซึ่งถูกจริตกับไทย
ปลายปีที่แล้วจีนประกาศแคมเปญ Export to China ซึ่งจีนยกให้ไทยเป็นชาติต้นแบบของอาเซียนและเป็น 1 ใน 6 ประเทศในโลกที่ต้องการให้ส่งสินค้าไปจีนเพิ่มมากขึ้น นี่คือโอกาสของประเทศไทย
ในมิติการค้าปัจจุบันหากมองการค้าแบบสองฝ่าย เราอาจจะมองระบบเสรีการค้าของโลกคาดเคลื่อนไป เราอาจจะไม่เกินดุลการค้าสหรัฐฯถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯก็ได้ถ้าไม่ขาดดุลการค้ากับจีน เพราะสินค้าจีนที่เข้าไทยอาจถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้วส่งไปสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นไทยจะไม่มีกำลังการผลิตมากพอที่จะส่งสินค้าไปขายสหรัฐฯจนเกินดุลมากมายขนาดนี้ได้ การเสียด้านหนึ่งเราอาจจะไปได้อีกด้านหนึ่ง
ภาคธุรกิจต้องการความรวดเร็วให้ทันจังหวะและโอกาสในการเข้าสู่ตลาด ดังนั้นหากรัฐจะให้การสนับสนุนก็ต้องเร่งการทำงานให้เร็วเช่นกัน การนำเข้าจากจีนส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร เครื่องมือ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ วัตถุดิบเพื่อการผลิต ต้องมีหลักคิดอย่าหลงไปคิดลดการนำเข้าในส่วนนี้ซึ่งน่าจะดีกว่าหรือถูกกว่านำเข้าจากชาติอื่น
จีนยกระดับสินค้าของตัวเองมาก เช่นผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าเกษตรจีนที่เคยล้าหลังไทยมาก เคยมีภาพลักษณ์ว่าไม่ปลอดภัย เริ่มต้นจากติดลบ แต่วันนี้ยกระดับการผลิตสร้างแบรนด์กลายเป็นแฟรนไชส์ประเภทกาแฟ ชา ไอศกรีม เข้ามาตีตลาดไทยและต่างประเทศ เราเองอาจจะต้องคิดและเรียนลัดแบบนี้บ้างได้ไหมเพราะไทยก็มีแฟรนไชส์ดีๆหลายอย่างที่คนจีนชอบมาก
ดร.พิทยุช ญาณพิทักษ์ เมื่อก่อนการค้าการลงทุนอาจจะมองเรื่องค่าแรงว่าที่ไหนถูกก็ย้ายไปตั้งโรงงาน แต่เดี๋ยวนี้ต้องมองเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบันมีการกีดกันทางการค้าด้วยอัตราภาษีซึ่งจีนกับสหรัฐอเมริกามีประเด็นกันอยู่ สินค้าจีนส่งไปอเมริกาก็ทะลักมาอาเซียนทำให้อาเซียนเกิดความผันผวนแน่นอน เกิดสงครามราคา บรรดาเอสเอ็มอีสู้ไม่ได้ ต้องคิดหาวิธีการรับมือเช่นเอาเทคโนโลยีมาช่วย อยากให้หาวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เช่นสินค้าเกษตรทางด้านการแพทย์ ผู้ประกอบการไทยยุคอนาลอคอาจจะตามระบบไม่ทัน จึงควรจะมีการอัพสกิลผู้ประกอบการให้รู้จักใช้AI ใช้ดาต้าต่างๆเพื่อเจาะตลาดได้อย่างชัดเจน
นางสาวชนัญญา พรรณรักษา การค้าระหว่างประเทศจะโยงทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง นอกจากภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเมืองแล้ว วันนี้ยังมีเรื่องMegatrend สินค้าในไอทีหรือเอไอมากขึ้น หรือประชากรโลกมีGen Y, Gen Z มากขึ้นซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้ประการต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงให้ได้เพื่อความอยู่รอด การปรับตัวเพราะมีทั้งวิกฤติและโอกาสอยู่วนนั้น ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออก ดูปัจจุบัน มองอนาคต จีนเพิ่งประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 ซึ่งเน้นมาตรฐานสินค้าแนว Green Development มากขึ้น เป็นเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) มากขึ้น
ตลาดส่งออกไม่มีที่ไหนง่าย ทุกตลาดมีลักษณะเฉพาะของแต่ละตลาดที่ไม่เหมือนกัน ทุกที่มีโอกาสแต่ผู้จะทำการค้าต้องรู้จักหาสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ สินค้าที่เจาะตลาดจีนได้แน่นอนคืออาหาร เครื่องดื่มต่างๆ สินค้าเกษตรประเภทผลไม้ นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ เกมคาแรคเตอร์ เป็นต้น
ไทยเราเป็นคู่ค้ากับจีนยุคใหม่มายาวนานกว่า 43 ปี โดยจีนวันนี้เป็นตลาดใหญ่มากมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน จำเป็นต้องเข้าใจจีนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปด้วยกัน
นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์ สงครามในโลกวันนี้กระทบโลจิสติกส์ ภาคเอกชนได้รับผลกระทบแน่นอน เพียงขอให้มีชีวิตรอดในการทำธุรกิจ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไทยถูกมองเป็นไผ่ลู่ลม เอนเอียงไปตามกระแสการเมืองจนบางครั้งอาจจะใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมากไปหรือเปล่า การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไปเยือนจีนช่วง 17-20 กรกฎาคม ในงานประชุมAIโลกที่เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศ เราเป็นประเทศเล็กต้องคบหากับทุกประเทศทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก แต่ที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือเราขาดดุลการค้ากับจีนวันนี้ระดับ 2.2 ล้านล้านบาท จะมองเป็นบวกหรือลบก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ลดการขาดดุลลงโดยเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีกับจีนต่อไปต่อไป
ในด้านภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้กันไทยกับจีนทิ้งกันไม่ได้ การขยายตลาดส่งออกจีนนั้นไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไปถ้ารัฐบาลไทยเอาจริง ต้องมีทีมไทยแลนด์ มีมิสเตอร์ไชน่าระดับประเทศอย่างสมัยก่อน มีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจนเช่นลดการขาดดุลลง 5% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ต้องจัดงบประมาณสนับสนุนการทำงาน ทำการตลาด หรือมีพื้นที่เป้าหมายที่จะเข้าไปบุกเบิกตลาด ไม่ใช่ปล่อยไปตามมีตามเกิดจนบางงานแสดงสินค้าบูทลาวและบูทเวียดนามใหญ่กว่าบูทไทย
การค้ากับจีนให้สำเร็จต้องรู้จักหาพันธมิตรการาค้าที่ดี ต้องลงทุนจริงจังต่อเนื่อง ต้องศึกษาหาความรู้แบบรู้เขา-รู้เรา และรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนมากกว่านี้
นางสาวอนิส ไต้ ภาษจีนมีคำว่า “เหว่ยจี” วิกฤติคือโอกาส ย้อนไปดูสงครามโลกครั้งที่1หรือ2 มีชาติที่เจริญขึ้นมาจากสงคราม ปัจจุบันสหรัฐฯออกกฎหมายมาบังคับผูกพันบริษัทจีนมีเป้าหมายไม่ต้องการให้เติบโตอีกต่อไป บริษัทจีนจำนวนหนึ่งจึงกำลังเผชิญวิกฤติ แต่จีนหาทางออกด้วยการจับมือกันต้องเดินด้วยกัน กลับมามองไทยกับจีนที่ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ไทยคือตัวเลือกอันดับ1ที่จีนเลือกลงทุนค้าขาย นี่คือโอกาสที่เงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะมาลงที่ไทย เป็นโอกาสในการสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี AI

