IN NEWS

'ผู้สูงวัย'ส่วนใหญ่ยังมองว่ารัฐฯ'ไม่พร้อม' รับมือสังคมสูงวัย/สวัสดิการ'ไม่เพียงพอ'



กรุงเทพฯ-ผลสำรวจของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   ผู้สูงอายุกับระบบสวัสดิการรัฐ สำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่างมองว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุร้อยละ 67.28 และเห็นว่าระบบสวัสดิการรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นกัน ร้อยละ 74.65 ส่วนเรื่องที่รัฐควรเร่งปรับปรุงมากที่สุดเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสดิการได้สะดวกขึ้น 

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ เรื่อง “ผู้สูงอายุกับระบบสวัสดิการรัฐ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 434 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2569 สรุปผลได้ดังนี้

1. ผู้สูงอายุคิดว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุเพียงใดอันดับ 1: ไม่พร้อม (67.28%)อันดับ 2: พร้อม (32.72%)

2. ผู้สูงอายุคิดว่าระบบสวัสดิการรัฐในปัจจุบันเพียงพอต่อความต้องการเพียงใดอันดับ 1: ไม่เพียงพอ (74.65%)อันดับ 2: เพียงพอ (25.35%)

3. ผู้สูงอายุคิดว่ารัฐควรปรับปรุงเรื่องใดมากที่สุด เพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการได้สะดวกขึ้นอันดับ 1: มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ (65.90%)อันดับ 2: เปิดบริการถึงบ้านสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ (62.21%)อันดับ 3: ประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง เข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุโดยตรง (58.99%)อันดับ 4: เพิ่มช่องทางให้ญาติดำเนินการแทนได้ (50.69%)อันดับ 5: ลดขั้นตอนการยื่นเอกสาร (48.16%)

4. หากรัฐจะพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้างอันดับ 1: ให้เงินสนับสนุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุให้มากขึ้น (66.13%)อันดับ 2: มีระบบการรักษาพยาบาลที่ดี (59.91%)อันดับ 3: ดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบและดูแลระยะยาว (59.45%)อันดับ 4: ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้จ้างผู้สูงอายุทำงานให้มากขึ้น (48.85%)อันดับ 5: ช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถโดยสาร (42.86%)

5. โดยภาพรวม ผู้สูงอายุเชื่อมั่นต่อระบบสวัสดิการรัฐว่าจะสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตได้เพียงใดอันดับ 1: ไม่เชื่อมั่น (62.90%)อันดับ 2: เชื่อมั่น (37.10%)*

หมายเหตุ ข้อ 3 และ ข้อ 4 ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง (ค่าร้อยละจึงคำนวณในแต่ละข้อ)หน้าที่ 2

สรุปวิเคราะห์ผลโพล : ผู้สูงอายุกับระบบสวัสดิการรัฐ“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ เรื่อง “ผู้สูงอายุกับระบบสวัสดิการรัฐ” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 434 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุร้อยละ 67.28 และเห็นว่าระบบสวัสดิการรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นกัน ร้อยละ 74.65 ส่วนเรื่องที่รัฐควรเร่งปรับปรุงมากที่สุดเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสดิการได้สะดวกขึ้น คือ มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ ร้อยละ 65.90 และเรื่องที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ คือ ให้เงินสนับสนุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุให้มากขึ้น ร้อยละ 66.13 อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าระบบสวัสดิการรัฐจะสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตได้ร้อยละ 62.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลสำรวจผู้สูงอายุส่วนใหญ่มองว่าสวัสดิการที่ดีควรครอบคลุมทั้ง รายได้ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการมีงานทำ ดังนั้นในการเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัยนั้นจึงต้องออกแบบระบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม และช่วยให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีในชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงการหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราว สร้างภาระให้กับประชาชนมากกว่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในระบบสวัสดิการของรัฐ มองว่าสวัสดิการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ อันเนื่องมาจากการเข้าถึงการบริการของรัฐยังไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร ที่น่าสนใจคือ ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเงินช่วยเหลือเป็นประเด็นหลัก แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงการบริการของรัฐที่ต้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากความต้องการที่ให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ การบริการถึงบ้าน และการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังคงให้ความสำคัญกับหลักประกันพื้นฐานทั้งเงินสนับสนุนตามช่วงวัย การรักษาพยาบาลที่ดีและการดูแลระยะยาวอย่างเป็นระบบ มากกว่าการส่งเสริมอาชีพหรือการช่วยเหลือค่าครองชีพ เมื่อรวมกับความเชื่อมั่นต่ออนาคตของระบบที่อยู่ในระดับต่ำ จึงชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยควรต้องเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการผู้สูงอายุอย่างจริงจัง เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้