IN NEWS

สรุปประเด็นสำคัญผลประชุมครม.27ก.ค.นี้ ใน4เรื่อง/เปิดแผนBig Dataฉบับแรกไทย



ครม. เห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้เงินชดเชยโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ช่วยชาวประมงนำเงินเยียวยาไปประกอบอาชีพใหม่ได้เต็มจำนวน/ครม. เห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ให้ข้าราชการทหารที่เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ลดภาระภาษี–สนับสนุนการปรับกำลังพลอย่างเหมาะสม/ครม. รับทราบแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับแรกของไทย วางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พร้อมยกระดับการใช้ AI และบริการภาครัฐดิจิทัล/ครม.เห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - ศูนย์วัฒนธรรม จำนวน 9,414,200,477.45 บาท/ ครม. รับทราบรายงานงบการเงินกองทุนพัฒนายางพารา ปี 2568 ของการยางแห่งประเทศไทย หลังผ่านการตรวจสอบและรับรองจาก สตง. ตามมาตรฐานรายงานทางการเงินและมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ

ครม. เห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้เงินชดเชยโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ

วันนี้ (27 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่กรมประมงจ่ายให้แก่เจ้าของเรือประมงที่เข้าร่วม โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ในปี พ.ศ. 2568 และปี พ.ศ. 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาภาระภาษี เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบนำเงินชดเชยไปใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพใหม่และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตได้อย่างเต็มที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการเพื่อบริหารจัดการจำนวนเรือประมงให้สอดคล้องกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงทะเล ลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงที่ประสงค์เลิกประกอบกิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพได้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 โดยกำหนดกรอบงบประมาณสำหรับการจ่ายเงินชดเชยแก่เรือประมงจำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622.6053 ล้านบาท แบ่งเป็น

- กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือ 877 ลำ
- กลุ่มที่นำเรือไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม หรือห้องสมุด 1 ลำ
- กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น 45 ลำ

กรมประมงจะทยอยจ่ายเงินชดเชยเป็น 2 งวด ภายในปี 2568–2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดให้ บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือประมง ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับจากกรมประมง โดยไม่ต้องนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้เมื่อสิ้นปีภาษี ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับมาตรการที่รัฐบาลเคยดำเนินการในโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะก่อนหน้า

“มาตรการนี้จะช่วยให้เจ้าของเรือประมงได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวน สามารถนำเงินไปใช้เป็นทุนประกอบอาชีพใหม่ ดูแลครอบครัว บรรเทาภาระหนี้สิน และลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเรือที่ไม่สามารถประกอบกิจการประมงต่อได้ ถือเป็นการดูแลผู้ได้รับผลกระทบควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลของประเทศอย่างสมดุล” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 167 ล้านบาท แบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 160 ล้านบาท และภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 7 ล้านบาท แต่จะช่วยลดภาระภาษีให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐโดยตรง และสนับสนุนให้สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักการ พร้อมเสนอให้ติดตามและประเมินผลทั้งด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและผลกระทบต่อชุมชนประมงอย่างต่อเนื่อง

เห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ให้ข้าราชการทหารที่เข้าร่วมโครงการเกษียณ

นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับข้าราชการทหารที่เข้าร่วม โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568–2570 โดยครอบคลุมทั้งเงินช่วยเหลือที่ได้รับตามโครงการ และเงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้เข้าร่วมโครงการ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างกำลังพลของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ที่เห็นชอบโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีเป้าหมายปรับขนาดอัตรากำลังพลให้เหมาะสม ลดความคับคั่งของกำลังพลระดับสูง เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารกำลังพล และช่วยประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรของรัฐในระยะยาว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีในครั้งนี้กำหนดให้ เงินช่วยเหลือ (เงินก้อน) ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับจากกระทรวงกลาโหม และ เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อออกจากราชการตามโครงการ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับมาตรการที่เคยใช้กับโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหมในช่วงปีงบประมาณ 2557–2561

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวครอบคลุมข้าราชการทหารชั้นยศพันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอกขึ้นไป ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีเวลาราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี และมีเวลาราชการเหลืออย่างน้อย 2 ปี โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อนประมาณ 7–10 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์อื่นตามโครงการ

“การยกเว้นภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินช่วยเหลือเต็มจำนวน ลดภาระภาษีในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังออกจากราชการ และเป็นแรงจูงใจให้การดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมายในการปรับโครงสร้างกำลังพลของกระทรวงกลาโหม พร้อมช่วยให้รัฐสามารถบริหารงบประมาณด้านบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังประเมินว่า หากไม่มีมาตรการยกเว้นภาษีดังกล่าว รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินช่วยเหลือตามโครงการได้ประมาณ 40 ล้านบาทต่อปี หรือรวมประมาณ 120 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 3 ปีของโครงการ อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีจะช่วยบรรเทาภาระของผู้เข้าร่วมโครงการ และสนับสนุนการดำเนินนโยบายปรับกำลังพลของภาครัฐให้บรรลุผลตามเป้าหมาย

ครม. รับทราบแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับแรกของไทย

นางสาวลลิดา ยังกล่าวต่ออีกว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศด้านข้อมูลขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งวางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเป็นระบบ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้จัดทำโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทย อาทิ การจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน การขาดบุคลากรด้านข้อมูลและ AI การเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์กำหนดวิสัยทัศน์ “ใช้พลังของข้อมูลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยข้อมูล และการส่งเสริมบริการและนวัตกรรมที่ประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI โดยตั้งเป้าให้ภายในปี 2570 มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 จากปีก่อน และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยในด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ให้อยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนดังกล่าวประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เช่น Government Cloud, Government Data Catalog และ National Big Data Platform
- ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านสำคัญ อาทิ สุขภาพ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การเกษตร และเศรษฐกิจการค้า
- พัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการสร้างโมเดล AI ภาษาไทยและคลังข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI
- พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะด้าน Big Data และ AI โดยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรไม่น้อยกว่า 160,000 คน ภายในปี 2570

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลและ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการบริหารประเทศ การให้บริการประชาชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจฐานข้อมูล ส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน และต่อยอดนวัตกรรมดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม.เห็นชอบให้นำเงินของรฟม.ทดรองจ่ายค่างานโยธาสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา  ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์- ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ –ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 9,414,200,477.45 บาท ตามนัยมาตรา 75 (2) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543  และที่แก้ไขเพิ่มเติมและให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณ คืนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยทั้งจำนวนต่อไป 
       
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงบประมาณพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) กำหนดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธา ช่วงตะวันตก พร้อมดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้างตามที่เกิดขึ้นจริงให้แก่ผู้ร่วมลงทุน โดยทยอยชำระเป็นรายปีตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน เป็นระยะเวลา 6 ปี ซึ่งจะครบกำหนดชำระ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569  โดยมีวงเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทาน จำนวน 20,328,681,777.45 บาท  ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม จำนวน 10,914,481,300 บาท และส่วนที่เหลือได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการขอรับจัดสรรงบประมาณ ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562

อย่างไรก็ดี เนื่องจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีอยู่อย่างจำกัดและมีความจำเป็นต้องสำรองไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการเร่งด่วนต่างๆ อาทิ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ การป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... อยู่ระหว่างกระบวนการเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ทันกำหนดเวลาที่ต้องชำระเงิน ประกอบกับสถานะการเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีกำไรสะสมจากการดำเนินงาน จำนวน 30,736,951,109.20  บาท

ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของทางราชการและลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทระหว่างภาครัฐและผู้ร่วมลงทุน และป้องกันภาระงบประมาณที่อาจเกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระตามสัญญา จึงเห็นสมควรให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินการเจรจากับผู้ร่วมลงทุนถึงความเป็นไปได้ในรูปแบบต่างๆของการจ่ายเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีความจำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ ภายในวงเงินและกำหนดการชำระเติม ขอให้พิจารณาใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณเงินสะสมหรือรายได้ของหน่วยงาน ในโอกาสแรกก่อน และให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ขอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

ครม. รับทราบงบกองทุนพัฒนายางพาราปี 68สตง. รับรองถูกต้อง

 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานงบการเงินของกองทุนพัฒนายางพารา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยรายงานดังกล่าวผ่านการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สตง. มีความเห็นว่า งบการเงินของกองทุนพัฒนายางพาราแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานได้ถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินและมาตรฐานการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กองทุนมีสินทรัพย์รวม 27,115.07 ล้านบาท หนี้สินรวม 1,017.98 ล้านบาท และสินทรัพย์สุทธิ 26,097.09 ล้านบาท

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การเสนอรายงานงบการเงินต่อคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเสนองบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนพัฒนายางพาราที่ผ่านการตรวจสอบจาก สตง. แล้ว ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบภายใน 120 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ