BANGKOK

สรุปยื่นกระทู้สดสก.ต่อที่ประชุมสภากทม. 'ทีมผู้บริหาร'ชี้แจ้งและเร่งดำเนินการ



กรุงเทพฯ-การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยสาม (ครั้งที่ 1) โดยมีนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดในหลายประเด็น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเดิมที่ค้างคามานาน โดยทางผู้บริหารกทม.พร้อมนำไปดำเนินการ

“วิพุธ” จี้ กทม. แก้ปัญหาทางเท้าศาลาแดง รื้อรวดเดียวเสี่ยงอุบัติเหตุ ซัดผู้รับเหมาขาดแผนความปลอดภัย

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.17 น. ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยสาม (ครั้งที่ 1) โดยมีนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดของ นายวิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางรัก สอบถามไปยังฝ่ายบริหาร กทม. เรื่องความคืบหน้าโครงการปรับปรุงทางเท้าถนนศาลาแดง (ช่วงจากถนนสีลมถึงถนนสาทรเหนือ)

นายวิพุธ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านทางเท้าครั้งสุดท้ายของสำนักงานเขตบางรักในปีงบประมาณ 2569 วงเงินโดยประมาณ 9,116,515 บาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน เริ่มงานเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม และมีกำหนดส่งมอบวันที่ 11 กันยายน แม้ตนจะสนับสนุนการปรับปรุงทางเท้าเพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกในการสัญจร แต่พบว่าการดำเนินงานของผู้รับเหมาสร้างผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก เนื่องจากมีการรื้อทางเท้าตลอดแนวในคราวเดียว แทนที่จะทยอยดำเนินการเป็นช่วง ทำให้ประชาชน ผู้พักอาศัย พนักงานออฟฟิศ และนักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งเกิดอุบัติเหตุจากสภาพพื้นที่ก่อสร้าง

นายวิพุธ ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้รับเหมารายดังกล่าวเคยรับงานของ กทม. มาอย่างต่อเนื่อง และหลายสำนักงานเขตเคยประสบปัญหาในการทำงานของบริษัทนี้ อีกทั้งช่วงเวลากลางคืนยังขาดมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น ป้ายเตือนหรือสัญลักษณ์แจ้งเตือนที่เพียงพอ จึงสอบถามฝ่ายบริหารถึงความคืบหน้าโครงการและความมั่นใจว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดหรือไม่

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ถนนศาลาแดงเป็นหนึ่งในพื้นที่ปัญหาที่เห็นตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ เพราะมีประชาชนใช้สัญจรจำนวนมาก ทั้งพนักงานออฟฟิศ ร้านค้า และร้านอาหาร ขณะที่ทางเท้ามีสภาพทรุดโทรมและไม่ได้รับการปรับปรุงมานานถึง 18 ปีการปรับปรุงครั้งนี้มีความจำเป็น เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในซอยศาลาแดงส่วนหนึ่งเกิดจากเศษวัสดุก่อสร้าง เช่น หินและปูน ที่สะสมในท่อระบายน้ำ ส่งผลให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ จึงต้องดำเนินการปรับปรุงทั้งระบบทางเท้าและสาธารณูปโภคควบคู่กัน

ขณะที่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า พื้นที่ก่อสร้างมีข้อจำกัด เพราะเป็นถนนแคบ มีรถสัญจรตลอดทั้งวัน จึงทำให้การดำเนินงานค่อนข้างยาก อีกทั้งก่อนเริ่มงานยังต้องยกเลิกการประกวดราคาถึง 2 ครั้ง เนื่องจากมีผู้ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว ก่อนจะใช้วิธีคัดเลือกผู้รับจ้าง

นายวิศณุ กล่าวว่า สัญญาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม และสิ้นสุดวันที่ 11 กันยายน โดยช่วงเริ่มต้นมีอุปสรรคเรื่องการเข้าพื้นที่และการใช้เครื่องจักร หากทำงานกลางวันจะกระทบผู้สัญจรจำนวนมาก แต่หากทำกลางคืนก็ได้รับการร้องเรียนจากชุมชนที่พักอาศัย จึงจำกัดการใช้เครื่องจักรหนักเฉพาะช่วงกลางวันของวันเสาร์และวันอาทิตย์

สำหรับความคืบหน้าปัจจุบัน ได้รื้อถอนทางเท้าเดิมเสร็จทั้งหมด และดำเนินการก่อแนวหินเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงงานปูกระเบื้อง ซึ่งสำนักงานเขตยืนยันว่าจะสามารถส่งมอบงานได้ภายในวันที่ 11 กันยายน ตามสัญญา พร้อมทั้งจะเร่งรัดผู้รับจ้างและเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

“สมชาย” แฉเอกชนตบตาเอาแมว-หมาเลี้ยงมาสวมรอยหวั่นผิด TOR

นายสมชาย เวสารัชตระกูล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสายไหม เรื่อง แผนและแนวทางการดำเนินการจ้างบริษัทเอกชนทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมวจรจัดโดยนายสมชาย กล่าวว่า การดำเนินการทำหมันและฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง มีการให้เอกชนมาช่วย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะสุนัขและแมวจรจัดในเขตกรุงเทพมหานครมีจำนวนมาก แต่ตนคิดว่าต้องมีการแจ้งให้ ส.ก. ทราบล่วงหน้า เนื่องจากต้องตอบคำถามจากประชาชนให้ได้ นอกจากนี้ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ไม่ยิ้มแย้มและไม่ให้ถ่ายภาพ ดังนั้น ตนจึงขอถามว่า โครงการที่เกิดขึ้น ตามระเบียบระบุว่าเมื่อมีการดำเนินโครงการต้องแจ้งพิกัด สถานที่ และเวลา รวมถึงต้องมีการติดตามภายใน 10 วันใช่หรือไม่

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตอบว่า เรื่องปัญหาแมวและสุนัขจรจัดเป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเราไม่สามารถจับแมวและสุนัขจรจัดเข้าไปในศูนย์ที่มีอยู่ทั้งหมดได้ จึงต้องมีการทำหมันและฉีดวัคซีน ก่อนจะนำกลับคืนสู่ชุมชน แล้วจำนวนจะค่อย ๆ ลดลง หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าจะให้จับไปในศูนย์ ซึ่งความเป็นจริงไม่สามารถทำแบบนั้นได้

จากนั้น รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ปกติโครงการนี้จะมีการดำเนินการผ่านสำนักอนามัยร่วมกับสำนักงานเขตและผู้รับจ้าง ซึ่งต้องขออภัยท่านสมาชิกฯ จริง ๆ เจ้าหน้าที่อาจจะไม่ได้ยิ้มแย้มหรือทักทายตอนที่ท่านไปที่หน่วย ตนจะไปทำความเข้าใจให้ใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเลย อาจจะเป็นเพราะบางหน่วยที่เป็นเอกชน ซึ่งมีความกังวลว่าภาพที่ออกไปจะมีปัญหาหรือไม่

สภา กทม. ถกปัญหาสวนสาธารณะและลานกีฬาทั่วกรุงทรุดโทรม

น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาญัตติของ น.ส.รัชญา เพ็งสุข ส.ก. เขตลาดพร้าว เรื่องขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาปรับปรุงสวนสาธารณะและซ่อมแซมสถานที่เล่นกีฬาภายในสวนสาธารณะน.ส.รัชญา กล่าวว่า เขตลาดพร้าวมีประชากรราว 100,000 คน แต่มีสวนสาธารณะสำหรับออกกำลังกายเพียง 3 แห่ง จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลให้มีคุณภาพและพร้อมใช้งาน โดยระบุปัญหาของแต่ละพื้นที่ ได้แก่
- สวนอยู่เย็นเป็นสุข ที่มีสภาพรกร้าง ขาดการบำรุงรักษา 
- สวนสาธารณะหมู่บ้านเสนานิเวศ โครงการ 1 และศูนย์กีฬา ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงแต่ประชาชนยังไม่ทราบกำหนดแล้วเสร็จ 
- สวนบึงน้ำลาดพร้าว 71 ที่ยังใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่ ทั้งเส้นทางเดิน-วิ่งที่ไม่เชื่อมต่อรอบสวน ที่จอดรถไม่เพียงพอ และพื้นหญ้าเทียมชำรุดหลายจุด

นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. จึงชี้แจงว่า สวนสาธารณะและลานกีฬาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง กรุงเทพมหานครตระหนักถึงปัญหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ชำรุด พร้อมรับข้อเสนอทั้งหมดของสมาชิกสภาฯ ไปดำเนินการปรับปรุง
ขณะที่ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงความคืบหน้าการปรับปรุงศูนย์กีฬาและสวนสาธารณะหลายแห่ง โดยระบุว่า สวนรถไฟได้รับการปรับปรุงแล้วในปีงบประมาณ 2568 ศูนย์กีฬาสวนเบญจกิตติได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน สวนกีฬาบึงหนองบอนดำเนินการแล้วกว่า 68% ส่วนศูนย์กีฬาเสนานิเวศได้รับงบประมาณปี 2569 และอยู่ระหว่างการจัดหาผู้รับจ้างครั้งที่ 3 เพื่อปรับปรุงสนามฟุตซอล สนามเทนนิส และรั้วรอบศูนย์กีฬา โดยตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในปีนี้

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า สำนักสิ่งแวดล้อมได้รับงบประมาณในปี 2568 และ 2569 เพื่อดำเนินการปรับปรุงสวนสาธารณะหลายแห่ง ทั้งการปรับปรุงองค์ประกอบภายในสวน เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ห้องน้ำ และการซ่อมบำรุงสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

สำหรับงบประมาณปี 2570 กทม. มีแผนปรับปรุงสวนสาธารณะเพิ่มเติม 5 แห่ง ได้แก่ สวน 60 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วงเงิน 16.4 ล้านบาท สวน 50 พรรษามหาจักรีสิรินธร วงเงิน 1.7 ล้านบาท สวนชุมชนซอยพหลโยธิน 24 วงเงิน 5.8 ล้านบาท สวนบางแคภิรมย์ วงเงิน 6.8 ล้านบาท และสวนพระนคร วงเงิน 3.3 ล้านบาท

ส.ก.ดุสิตจี้กทม.เร่งฟื้น“ตลาดเทวราช”งบกว่า 44 ล้านบาท 

นายอัครชัย กันธมาลา ส.ก.เขตดุสิต เรื่องความคืบหน้าโครงการปรับปรุงตลาดเทวราช  นายอัครชัยกล่าวว่า ตลาดเทวราชเป็นตลาดเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. 1850 มีประวัติยาวนานตั้งแต่ก่อนมีกรุงเทพมหานคร และมีประชาชนใช้บริการกว่า 5,000 คนต่อวัน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนในเขตพระนครและเขตดุสิต รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้วัดเทวราชกุญชร ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาสักการะองค์พระอินทร์และปล่อยปลา

ที่ผ่านมา กทม. ได้อนุมัติโครงการพัฒนาพื้นที่โดยใช้งบประมาณรวมกว่า 44 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลอง ทางเดิน พื้นที่ท่องเที่ยว ตลาดต้นไม้เทเวศ และปรับปรุงตลาดเทวราช เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 โดยรื้อตลาดริมคลองและย้ายผู้ค้าเข้าไปภายในตลาดกลาง

ด้าน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า โครงการแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลอง วงเงิน 9.37 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงตลาด วงเงิน 35.29 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนหลังคา ยกระดับพื้น ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง กล้องวงจรปิด และทางเดินริมคลอง

อย่างไรก็ตาม การประกวดราคาจัดจ้าง 2 ครั้งที่ผ่านมาไม่มีเอกชนยื่นข้อเสนอ โดยครั้งแรกเปิดประมูลเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 วงเงิน 38.8 ล้านบาท และครั้งที่สองปรับราคากลางเป็น 43.69 ล้านบาท แต่ยังไม่มีผู้สนใจ เนื่องจากระยะเวลาก่อสร้างเพียง 180 วัน และพื้นที่ก่อสร้างมีข้อจำกัดด้านการเข้า-ออก

ส.ก.ปิยะวรรณจี้แก้ปัญหาจราจรสวนหลวงด้วยสัญญาณไฟอัจฉริยะ 

นางสาวปิยะวรรณ จระกา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตสวนหลวง เรื่องแนวทางการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เขตสวนหลวงโดยใช้สัญญาณไฟจราจรนางสาวปิยะวรรณ กล่าวว่า ปัญหาการจราจรในพื้นที่เขตสวนหลวงเป็นเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณทางแยก ทางร่วม และจุดข้ามถนน ซึ่งประชาชนคาดหวังให้สัญญาณไฟจราจรและสัญญาณไฟสำหรับคนข้ามถนนแบบปุ่มกดช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรและเพิ่มความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม จากการประสานข้อมูลพบว่า แม้ กทม.จะเป็นผู้รับผิดชอบด้านงบประมาณในการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร แต่การเปิดใช้งานและการบริหารจัดการสัญญาณไฟเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเห็นว่าการติดตั้งอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาการจราจร หากขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสม

นางสาวปิยะวรรณ ระบุว่า จุดที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดในพื้นที่ ได้แก่ แยกตลาดกระเทียม แยกบริเวณปากซอยอ่อนนุช 10-17 และแยกศรีนุช บริเวณตลาดเอี่ยมสมบัติ ซึ่งบางจุดแม้มีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน ขณะที่กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะแล้วกว่า 70 จุดทั่วเมือง ซึ่งสามารถตรวจจับปริมาณการจราจรแบบเรียลไทม์และปรับระยะเวลาสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงได้อัตโนมัติ จึงสอบถามฝ่ายบริหารถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ติดตั้งระบบดังกล่าว รวมถึงแผนนำเทคโนโลยีมาใช้ในทั้ง 3 จุดของเขตสวนหลวง และหน่วยงานที่มีอำนาจควบคุมการบริหารจัดการระบบสัญญาณไฟ

ด้าน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า กรุงเทพมหานครพิจารณาติดตั้งระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะในถนนสายหลักที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่นและมีปัญหาการจราจรติดขัด โดยแยกศรีนุชได้รับการบรรจุในงบประมาณปี 2569 เพื่อดำเนินการติดตั้งแล้ว ส่วนอีกสองจุดยังไม่มีแผนในปีงบประมาณดังกล่าว แต่กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณแยกอ่อนนุช 10-17 ซึ่งยังต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพของระบบเดิม ลักษณะกายภาพของทางแยก และการปรับปรุงช่องจราจรให้สอดคล้องกับปริมาณรถ ไม่ใช่เพียงการติดตั้งระบบอัจฉริยะเท่านั้น

‘ส.ก.คลองสามวา’ จี้ กทม.เร่งยกระดับ รพ.รัตนประชารักษ์ สู่ 250 เตียง 

นายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตคลองสามวา เรื่อง แนวทางการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการของโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ (คลองสามวา) นายสุรเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลรัตนประชารักษ์มีเตียงรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 80 เตียงเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครเคยระบุว่าจะสามารถรองรับได้ถึง 250 เตียง วันนี้ประชาชนสอบถามเข้ามาว่า 250 เตียงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ยังไม่เพียงพอ แพทย์ทั้งโรงพยาบาลมีเพียงประมาณ 20 คน เฉลี่ยแผนกละ 2 คน บุคลากรทางการแพทย์จึงไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุในเขตคลองสามวาที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรอคิวทั้งวัน เพราะต้องการรักษาใกล้บ้าน แต่สุดท้ายกลับต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่น เนื่องจากเครื่องมือและแพทย์เฉพาะทางไม่เพียงพอ

ปัจจุบันโรงพยาบาลต้องอาศัยการรับบริจาคเพื่อเปิดให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพ โดยตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบันได้รับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธากว่า 50 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณารายการของบประมาณของฝ่ายบริหาร กลับพบว่ามีการของบประมาณเพียง 2 รายการ ได้แก่ 1. ชุดสว่านเจาะกระดูก วงเงิน 1 ล้านบาท และ 2. เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคป (Fluoroscopy) วงเงิน 9 ล้านบาท รวม 10 ล้านบาท จึงอยากสอบถามฝ่ายบริหารถึงแผนยกระดับโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ให้เป็นโรงพยาบาลคลองสามวาอย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้อย่างครบวงจร ว่ามีโรดแมป กรอบระยะเวลา และกรอบงบประมาณที่ชัดเจนอย่างไร

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า กรุงเทพมหานครได้เร่งพัฒนาโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์อย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านบุคลากรและการยกระดับบริการ เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งเหนือ โดยเฉพาะเขตคลองสามวาที่มีประชากรกว่า 200,000 คน และมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) จำนวนมาก

โรงพยาบาลเริ่มเพิ่มศักยภาพตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ด้วยการเปิดคลินิกพื้นฐานให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทยอยเพิ่มอัตรากำลังจาก 69 อัตรา เป็น 94 อัตรา และเพิ่มเป็น 124 อัตราในช่วงปลายปี 2568 ขณะที่ปี 2569 มีการจัดสรรอัตรากำลังรวม 335 อัตรา เพื่อรองรับการเปิดบริการคลินิกต่าง ๆ รวมถึงหอผู้ป่วยเด็ก การขยายจำนวนเตียง และการเพิ่มศักยภาพระบบส่งต่อผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายบริการเฉพาะทาง อาทิ คลินิกวัณโรค ห้องไต การผ่าตัด ห้อง ICU และหอผู้ป่วยพิเศษ โดยปีงบประมาณ 2570 ขอรับงบประมาณ 125 ล้านบาท และปี 2571 ขอเพิ่มเป็น 157 ล้านบาท ควบคู่กับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักการแพทย์เพื่อจ้างบุคลากรและขยายบริการ ตามแผนจะเพิ่มจำนวนเตียงเป็น 190 เตียงในปีงบประมาณ 2570 หากสามารถจัดสรรบุคลากรได้เพียงพอ และตั้งเป้าเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 250 เตียงภายในปี 2573

สภากทม. จี้แก้จราจร-น้ำท่วมพื้นที่ชานเมือง “สุรจิตต์” เร่งคุมคืนผิวถนน

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตลาดกระบัง เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาการจราจรและปัญหาการระบายน้ำในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร นายสุรจิตต์ ระบุว่า ปัญหาความเดือดร้อนหลักของประชาชนมี 3 ประเด็น ได้แก่ การเปิด-ปิดช่องเซอร์วิสและการคืนสภาพผิวถนนของหน่วยงานสาธารณูปโภคที่ไม่ได้มาตรฐาน การขุดลอกลำรางสาธารณะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และการตั้งลานตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ที่ขัดต่อกฎหมายผังเมือง พร้อมยกตัวอย่างอุบัติเหตุจากผิวถนนที่คืนสภาพไม่เรียบร้อย และตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการกำกับตรวจสอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงขอให้สำนักการโยธาเข้มงวดการตรวจรับงาน สำนักการระบายน้ำเร่งตรวจสอบท่อเชื่อมลำราง และให้ผู้ว่าฯ กทม. เร่งจัดการลานตู้คอนเทนเนอร์ที่ผิดกฎหมาย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นผลจากการขยายตัวของเมืองสู่พื้นที่ชานเมือง ทำให้หลายพื้นที่เดิมไม่มีระบบระบายน้ำรองรับ จึงต้องทยอยจัดสรรงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามลำดับความจำเป็น พร้อมยืนยันว่าจะเข้มงวดการกำกับงานสาธารณูปโภค การคืนสภาพผิวถนน การตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ และหากเรื่องลานตู้คอนเทนเนอร์ผิดผังเมืองเข้าสู่การพิจารณา จะเร่งลงนามสั่งระงับการใช้งานทันที

ส.ก.รุมสะท้อนปัญหาทั่วกรุง จี้ใช้ AI จับปรับ-ยกมาตรฐานความปลอดภัย

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ดร.จอห์น) ส.ก.เขตลาดกระบัง ขอให้กรุงเทพมหานครปรับปรุงทางข้าม ทางม้าลาย เพื่อความปลอดภัยในการข้ามถนนของประชาชนดร.จอห์น กล่าวว่า หลายจุดในพื้นที่ลาดกระบัง โดยเฉพาะหน้าโรงเรียนประสานสามัคคีและบริเวณวัดสังฆราชา ยังขาดป้ายเตือน ไฟสัญญาณ กล้องวงจรปิด และเครื่องหมายทางม้าลายที่ชัดเจน ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ชะลอความเร็วและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวมถึงยังพบปัญหารถจักรยานยนต์ย้อนศรและลักไก่ข้ามทางม้าลายอย่างต่อเนื่อง

จึงขอเสนอให้ กทม. ผลักดัน “ทางม้าลายปลอดภัย” ด้วยการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ สัญญาณไฟ ป้ายเตือน กล้อง CCTV และประสานตำรวจจราจรเพื่อบังคับใช้กฎหมายและจับปรับผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง พร้อมยกระดับ “ลาดกระบังโมเดล” เป็นต้นแบบพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้า

ดร.จอห์น กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมาตนผลักดันร่วมกับสมาชิก โดยตั้งคณะกรรมการวิสามัญ ขอให้ตำรวจจราจรอยู่ในการกำกับดูแลของ กทม. แต่ไม่สำเร็จ เพราะจากที่พูดคุยกับทางตำรวจจราจรยินดีปรับเพื่อเอารายได้เข้ารัฐ แต่อยากให้ กทม. เป็นเจ้าภาพ สิ่งที่ตนขอให้ กทม. เร่งดำเนินการคือ

1. ติดตั้งระบบสัญญาณไฟข้ามพร้อมปุ่มกด ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ติดตั้งป้ายเตือนทางม้าลายและเส้นชะลอความเร็วก่อนถึงจุดข้าม
3. จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นคนข้ามถนนได้ชัดเจนในเวลากลางคืน
4. ทาสีและบำรุงรักษาเครื่องหมายทางม้าลายให้มีความชัดเจนอยู่เสมอ
5. ตรวจสอบและบำรุงรักษาสัญญาณเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตาให้พร้อมใช้งาน
6. จัดให้มีธงแดงหรืออุปกรณ์เพื่อเพิ่มการมองเห็นบริเวณหน้าโรงเรียน เขตชุมชน และพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทาง
7. ติดตั้ง S-GUARD ไม่ให้รถจักรยานยนต์ลักไก่ข้ามเกาะกลาง

นายอัครชัย กันธมาลา ส.ก. เขตดุสิต อภิปรายสนับสนุน พร้อมยกตัวอย่างแยกศรีย่านที่ตนพบเจอปัญหาตั้งแต่ช่วงหาเสียง และเกือบประสบอุบัติเหตุด้วยตนเอง ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้จุดสำคัญของเขตดุสิต แต่ละวันมีประชาชนสัญจรหลักหมื่นคน รวมถึงมีรถยนต์ผ่านเป็นจำนวนมาก ทำให้พบปัญหา 3 ประการ ได้แก่ ทางข้ามไม่มีสัญญาณไฟกด คนข้ามทางม้าลายต้องลุ้นโชคเอา สภาพทางม้าลายเลือนหายเกินครึ่งถนน และเมื่อข้ามถนนยังมีสิ่งกีดขวางบดบังทัศนวิสัย ทำให้มองไม่เห็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ก่อนข้าม อีกทั้งเลนเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด แม้รถจะหยุดให้คนข้าม ก็ยังเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ทั้งนี้ ในเขตดุสิตมีแยกลักษณะนี้อยู่จำนวนมาก โดยจุดที่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือบริเวณที่สภาพทางข้ามทรุดโทรม ไม่มีปุ่มกด และมีปัญหาด้านทัศนวิสัย ดังนั้น ตนจึงเสนอ 3 แนวทางเพื่อลดความเสี่ยง ได้แก่ สร้างทางข้ามยกระดับ จัดทำสัญญาณไฟให้คนข้ามก่อนรถ และปรับปรุงทัศนวิสัยสำหรับผู้ใช้ทางข้าม

นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก. เขตตลิ่งชัน กล่าวว่า ทางม้าลายบริเวณหน้าโรงเรียนอนุบาลนกน้อยอยู่ในสภาพชำรุด สีไม่เต็มแนวจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ซึ่งปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่ว กทม. บางจุดมีการติดตั้งเสาสัญญาณไฟกดข้ามบริเวณเชิงทางลงสะพาน ก่อนถึงทางม้าลายและอยู่ใกล้ทางเลี้ยวซ้าย จึงไม่มั่นใจว่าเป็นไปตามหลักวิศวกรรมจราจรหรือไม่

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยยื่นหนังสือถึงสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ขอให้ย้ายทางม้าลายบนถนนพุทธมณฑลสาย 1 โดยมีการย้ายตำแหน่งทางม้าลายแล้ว แต่เสาสัญญาณไฟแดงกลับยังไม่ได้ย้ายตาม ทำให้เกิดความสับสนและมีอุบัติเหตุในบริเวณดังกล่าวหลายครั้ง จึงตั้งคำถามว่าจะต้องรอการแก้ไขอีกนานแค่ไหน

สำหรับถนนพรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทางประมาณ 5.9 กิโลเมตร มีสะพานลอยเพียงจุดเดียว และก่อสร้างมาแล้วประมาณ 3 ปี แต่ยังไม่เปิดใช้งาน ขอให้พิจารณาเพิ่มสะพานลอยในจุดจำเป็น เช่น หน้าตลาดเทพเจริญ และบริเวณถนนปากน้ำฝั่งเหนือข้ามไปวัดแก้ว รวมทั้งควรปิดช่องทางกลับรถและทางลักข้ามที่เป็นอันตราย สำรวจทางม้าลายทั้งหมดว่าตั้งอยู่ในจุดที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยหรือไม่ และนำระบบ AI มาใช้ตรวจจับและออกใบสั่งแก่ผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัย

นายหยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ ส.ก.เขตหนองจอก อภิปรายสนับสนุน โดยระบุว่า พื้นที่หนองจอกมีปัญหาทางม้าลายและทางข้ามหลายจุด เช่น สะพานลอยหน้าโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกที่ควรปรับปรุงและติดตั้งหลังคาคลุม รวมถึงทางม้าลายบริเวณถนนมิตรไมตรี ซอย 3 ใกล้แยกโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ ซึ่งมีสีเลือนลาง

ส่วนบริเวณถนนมิตรไมตรี ซอย 6 เดิมเคยมีทางม้าลาย แต่เมื่อมีการขยายช่องจราจร ทางม้าลายกลับหายไป จึงขอให้คืนพื้นผิวทางข้าม พร้อมเพิ่มสัญญาณไฟสำหรับคนข้ามบริเวณซอยเลียบวารี 11 และซอยเชื่อมสัมพันธ์ 13 และ 17

นายณัฐนนท์ นาคหล่อ ส.ก.เขตทวีวัฒนา กล่าวว่า บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 3 ตัดกับถนนทวีวัฒนา–กาญจนาภิเษก เดิมมีทางม้าลาย แต่เมื่อมีการก่อสร้างถนนพรานนก ทางข้ามเดิมไม่สามารถใช้งานได้ เพราะอยู่บริเวณทางลงสะพาน จึงขอให้เลื่อนไปยังตำแหน่งที่ปลอดภัย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีคลินิกแพทย์แผนไทยและประชาชนเดินทางมาใช้บริการจำนวนมาก

ขณะที่ถนนพุทธมณฑลสาย 2 บริเวณซอย 21/1 มีบ้านเรือนจำนวนมาก แต่เมื่อข้ามทางมาถึงเกาะกลางถนนกลับไม่สามารถผ่านต่อได้ เพราะขวางแนวทางข้าม ส่งผลให้ผู้พิการและผู้ใช้รถเข็นไม่ได้รับความสะดวก ส่วนบริเวณฝั่งหมู่บ้านกรีนวิลล์ แม้จะมีระบบกดสัญญาณไฟข้าม แต่ยังพบรถจักรยานยนต์ลักลอบกลับรถ ควรใช้กล้องตรวจจับและออกใบสั่งจริง รวมทั้งสำรวจสัญญาณไฟจราจรที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักการจราจรและขนส่ง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหามักได้รับการแก้ไขล่าช้า

น.ส.ภัคญดา อำนวยเดชกร ส.ก.เขตวัฒนา กล่าวว่า พื้นที่เขตวัฒนายังพบปัญหาทางข้ามหลายจุด ทั้งแบริเออร์ชำรุด สัญญาณไฟคนข้ามเสีย ทางข้ามใต้เชิงสะพาน และแยกเอกมัยใต้ที่ยังปล่อยให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด รวมถึงการติดตั้งเสาสัญญาณไฟและเสากล้องหลายต้นจนบดบังทัศนวิสัย จึงขอให้เร่งปรับปรุงเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

นอกจากนี้ ตั้งข้อสังเกตว่างบจ้างที่ปรึกษา 29 ล้านบาท ยังไม่สะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งที่อุบัติเหตุคนเดินเท้าบนทางข้ามราว 1 ใน 3 ของประเทศเกิดในกรุงเทพฯ จึงเสนอให้ปรับ KPI ไปวัดผลด้านความปลอดภัยและการลดอุบัติเหตุ พร้อมนำรูปแบบสัญญาณเตือนจากต่างประเทศและเมืองต้นแบบในไทยมาประยุกต์ใช้

พร้อมเสนอให้จัดทำ “คู่มือมาตรฐานการออกแบบทางข้ามคนเดินเท้ากรุงเทพมหานคร” ให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของกระทรวงคมนาคม โดยยึดหลักสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ การศึกษาตำแหน่งทางข้าม ระยะการมองเห็นขั้นต่ำ มาตรฐานแสงสว่าง มาตรการลดความเร็ว การออกแบบให้เหมาะสมกับบริบท การประเมินความปลอดภัย และการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง กล่าวว่า ในเขตของตนมีทางม้าลายบริเวณปากซอยเอกชัย 33 ที่เก่า รถวิ่งมาชนคน ซึ่งอันตรายมาก หลายกรณีอยู่ใกล้สะพาน เมื่อลงมาก็มองไม่เห็นคนข้ามทางม้าลาย จนเกิดอุบัติเหตุ ตนจึงอยากให้ขยับทางม้าลายออกไปอีก และมีศาลาให้คนพัก น่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน

“เรามีทางม้าลายที่มีความทันสมัยหรือไม่ ผมคิดว่าต้องพัฒนาแล้ว ฝากผู้บริหารกรุงเทพมหานครด้วย อย่าใช้แบบโบราณ ทำแล้วดูไม่ใช่เมืองมหานคร ผมไม่อยากให้ท้องถิ่นอื่นที่ทำแล้วดูดีกว่ากรุงเทพมหานคร อย่างน้อยเราต้องเป็นผู้นำ เพราะเขามาดูงานเราบ่อย ผมว่าเรายังเป็นรองเขา”

นายสุทธิชัย กล่าวต่อไปว่า เราจะทำอย่างไรกับผู้ที่ผิดกฎจราจร บางครั้งมีคนข้ามก็ไม่จอด สุดท้ายไปเฉี่ยวชนกันเกิดอุบัติเหตุแล้วหนี คนก็เจ็บฟรี ทางม้าลายบางแห่งก็ไม่มีปุ่มให้คนกดข้ามถนน เช่น บริเวณทางเข้าโรงเรียนบางมดวิทยา ไม่รู้ว่าไม่มีงบหรืออย่างไร นักเรียนต้องช่วยกันเอง ตนไปสอบถาม เขาบอกว่ารอให้ผู้ว่าฯ กทม. สั่ง จึงขอฝากไปด้วย

นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก อภิปรายว่า ทางม้าลายบนถนนเจริญกรุงบริเวณหน้าโรงเรียนอัสสัมชัญบางรักยังไม่ได้รับการปรับปรุง ขณะที่ทางออกถนนสุรวงศ์สู่ถนนเจริญกรุงมีทางม้าลายเพียงช่วงกลางถนน แต่ด้านซ้ายและขวาขาดหาย จึงขอให้เร่งแก้ไขให้ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ บริเวณใต้ทางด่วนศรีรัช หน้าโรงพยาบาลเลิดสิน แม้มีทางม้าลายแต่ไม่มีพื้นที่รองรับคนรอข้ามถนน จึงเสนอให้ติดตั้งสัญญาณไฟแบบปุ่มกด เช่นเดียวกับถนนมหานครที่เกิดอุบัติเหตุจากการข้ามถนนบ่อยครั้ง ขอให้สำนักการจราจรและขนส่งพิจารณาติดตั้งสัญญาณไฟเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

ขณะที่นายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ ส.ก.เขตคลองสามวา กล่าวว่า ตนขออนุญาตชี้เป้าทางม้าลายบนถนนพระยาสุเรนทร์ รถขับค่อนข้างเร็ว แต่ไม่มีป้ายชะลอความเร็ว รวมถึงถนนนิมิตใหม่ ถนนเลียบคลองสอง ถนนคู้บอน ถนนประชาร่วมใจ และถนนไมตรีจิต ซึ่งเป็นบริเวณที่มีตลาด รถบรรทุกขับค่อนข้างเร็ว บางช่วงเป็นทางโค้ง ดูแล้วช้ำใจ เป็นเรื่องน่าเศร้า คนคลองสามวาต้องใช้ชีวิตหวาดระแวงแบบนี้

ด้านนายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ กล่าวว่า ตนมีความสงสัยว่า บางจุดในพื้นที่ทุ่งครุ เวลารอสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามทางม้าลายในเวลากลางคืน บางครั้งก็สั้น บางครั้งก็ยาว ชาวบ้านงงมาก บางจุด 20 วินาที แต่ในบางช่วงเวลาเหลือ 15 วินาที บางจุดมีเสียงสัญญาณ บางจุดไม่มี พร้อมยกตัวอย่างหน้าโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งที่มีเพียงทางม้าลาย แต่ไม่มีสัญญาณไฟข้ามถนน ถือว่าอันตรายมาก เพราะมีเด็กนักเรียนด้วย

นายอดิศร ฤกษ์ลักษณี ส.ก.เขตดอนเมือง กล่าวว่า บริเวณเกาะกลางถนนสรงประภามีรถจักรยานยนต์ลักลอบกลับรถเป็นประจำจนเกิดอุบัติเหตุ แม้นำแท่งยางพลาสติกมากั้นก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ พร้อมทั้งชี้ว่าทางม้าลายใกล้สถานีรถไฟฟ้าบริเวณถนนกำแพงเพชรถูกวางไว้ในจุดทางเลี้ยว ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้งานได้จริง

ส่วนจุดข้ามใต้สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีดอนเมือง ยังมีแสงสว่างไม่เพียงพอและทางข้ามไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวมถึงบริเวณหน้าวัดดอนเมืองยังไม่มีสัญญาณไฟสำหรับคนข้ามถนน จึงขอให้กรุงเทพมหานครเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขตวังทองหลาง ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณที่ใช้ดำเนินการทำทางม้าลายนั้นมีการค้ำประกันอยู่ เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบว่าบริเวณใดเสื่อมโทรม เพื่อให้ผู้รับจ้างเข้าซ่อมแซมแก้ไข หากตนจำไม่ผิด การตีเส้นทางม้าลายใช้งบประมาณหลักร้อยล้านบาท รวมค่าประกันอีก 2 ปี ดังนั้น สำนักการจราจรและขนส่งต้องลงไปตรวจสอบ

ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า จะรับข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงให้ดีขึ้น

ด้านดร.จอห์น กล่าวสรุปว่า อยากฝากถึงฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะสำนักการจราจรและขนส่ง ให้ทำงานเชิงรุกมากกว่านี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว และส่งต่อให้ฝ่ายบริหารดำเนินการต่อไป