POLITICS

แพ้!แต่ไม่จบม๊อบปราจีนฯจ่อบุกทำเนียบ แฉผลวิจัย'ปราจีนฯเมืองหลังบ้านขยะพิษ'



ปราจีนบุรี -  ช่วงกลางดึก  เวลา 23.20 น. วันที่ 3 สิงหาคม 2569    ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุร   จากกรณี   เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากทั่วประเทศ ได้นัดหมายรวมตัวชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อส่งสัญญาณยื่นคำขาดและกดดันรัฐบาลให้ยุติโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนอย่างถอนรากถอนโคน 

ชนวนเหตุของการชุมนุมระลอกล่าสุดนี้ สืบเนื่องมาจากความล้มเหลวของรัฐบาลในการปฏิบัติตามเจตจำนงร่วมกันเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งในครั้งนั้น ฝ่ายรัฐบาลโดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานประชุมร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน และ สส. ในพื้นที่ อาทิ นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ทว่าในเวลาต่อมา กลไกรัฐกลับดำเนินไปอย่างย้อนศรและเพิกเฉยต่อข้อตกลงร่วม 

สำหรับกรอบข้อเรียกร้องหลักที่ภาคประชาชนเดินทางมาทวงถามคำสัญญามีหลายประเด็น ได้แก่ การเรียกร้องให้หยุดการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ฉบับ สนข. โดยทันที พร้อมทั้งสั่งแช่แข็งโครงการแลนด์บริดจ์ โดยให้ระงับทุกขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อรอผลการศึกษาอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมสามฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ ประชาชน และนักวิชาการ เพื่อยกร่างแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่โดยยึดศักยภาพของพื้นที่เป็นหลัก 

ตลอดจนเรียกร้องให้ระงับและทบทวนแนวคิดการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี และเร่งรัดการชดเชยเยียวยาชาวประมงพื้นบ้านระยองที่ได้รับผลกระทบจากการถมทะเลสร้างท่าเรือ ซึ่งค้างคามานานกว่า 6 เดือนแล้ว 

นายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อ.กบินทร์บุรี และแกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยแกนนำกลุ่มและภาคีสิ่งแวดล้อมได้เดินทางมาร่วมปักหลัก ณ หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง พร้อมนำเรื่องการถูกข่มขู่คุกคามชีวิตเข้าหารือกับเครือข่าย 

นายสุนทร เปิดเผยต่อไปว่า การออกมาคัดค้านการขยาย EEC และการตั้งโรงงานขยะพิษในปราจีนบุรี ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงสูงสุดในชีวิต แกนนำภาคประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกต้องเผชิญกับอิทธิพลมืด ทั้งการฟ้องร้องกลั่นแกล้ง (SLAPP) และที่ร้ายแรงที่สุดคือการ "ลงขันว่าจ้างมือปืนลอบสังหาร" จนองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (Protection International) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต้องทำหนังสือด่วนถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยจัดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นการเร่งด่วน 

ทางแกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็งยืนยันว่า แม้จะถูกข่มขู่ปองร้ายชีวิต แต่พวกตนยังคงเดินหน้าสู้ตามแนวทางสันติวิธี โดยการนำข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่มาเปิดโปงความจริง และเรียกร้องให้หยุดการขยาย EEC เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรีทันที 

นอกจากการทวงสัญญาทางการเมืองแล้ว กลุ่มภาคประชาชนยังได้นำผลงานวิจัยเชิงลึกเรื่อง “ปราจีนบุรี : เมืองหลังบ้าน EEC” ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ปี (พฤษภาคม 2567 – พฤษภาคม 2569) โดย ดร.สมนึก จงมีวศิน, พรพนา ก๊วยเจริญ, เฉลิมชัย วัดจัง, ธันยาภัทร์ ดอกผล, และ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักวิจัยจาก EEC Watch ร่วมกับ Land Watch Thai สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม มาเปิดเผยต่อสาธารณชน 

จากการสำรวจในงานวิจัย ดร.สมนึก ระบุว่า พบการกระจุกตัวอย่างผิดปกติของโรงงานจัดการของเสีย ได้แก่ โรงงานลำดับที่ 101 (ปรับคุณภาพของเสียรวม), โรงงานลำดับที่ 105 (คัดแยก/ฝังกลบ), และโรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล/นำกลับมาใช้ใหม่) รวมถึงโรงงานหลอมโลหะและขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ ซึ่งกระจายตัวเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมและผังเมืองสีชมพูที่จัดเป็นเขตชุมชน 

ข้อมูลวิจัยชี้ชัดว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา มีการออกใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 101, 105 และ 106 ในจังหวัดปราจีนบุรีสูงถึง 126 ใบอนุญาต โดยมีการกระจุกตัวหนักที่สุดใน อ.กบินทร์บุรี จำนวน 59 แห่ง และ อ.ศรีมหาโพธิ จำนวน 52 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของโรงงานประเภทนี้ทั้งจังหวัด 

ต้นตอสำคัญของวิกฤตครั้งนี้ เกิดจากการใช้คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ซึ่งส่งผลให้ประมาณ 2 ใน 3 ของพื้นที่ได้รับการยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวม ร่วมกับการจัดทำผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกประมาณ 1 ใน 3 จึงเป็นการเปิดช่องให้ทุนข้ามชาติและทุนสีเทาเข้ามาตั้งโรงงานจัดการขยะในพื้นที่สีเขียวที่เป็นเขตเกษตรกรรม 

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดจากผลวิจัยระบุว่า พื้นที่ 3 จังหวัดไข่แดงของ EEC เดิม ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ไม่สามารถบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของตนเองได้ โดยพบปริมาณกากอุตสาหกรรมล้นเกินศักยภาพของระบบมากถึง 11.4 เท่า ส่งผลให้เกิดการผลักภาระขยะพิษมหาศาลข้ามแดนมาคัดแยก แปรรูป และฝังกลบในจังหวัดปราจีนบุรี จนกลายเป็นเมืองหลังบ้านที่ต้องแบกรับกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทเรียนนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2569 ที่สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมเชิงโครงสร้าง 

ในรายงานวิจัยยังได้แฉถึงปรากฏการณ์ "นิคมศูนย์เหรียญ" และเครือข่ายอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมข้ามชาติ ยกตัวอย่างกรณีของ บริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ที่ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อันตรายข้ามชาติมากกว่า 3,000 ตัน แม้จะถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและถูกดำเนินคดีเป็นคดีพิเศษ (DSI คดีหมายเลข 28/2568) แล้วก็ตาม แต่ผู้ประกอบการกลับไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยถึงขั้นนำรถแบ็กโฮมาขุดเจาะถนนบริเวณหน้าประตูโรงงานให้เป็นร่องลึก 1 ถึง 2 เมตร เพื่อทำเป็นคูดักรถ ป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าตรวจสอบพื้นที่ 

วิกฤตขยะพิษดังกล่าวยังสร้างภัยพิบัติเป็นวงกว้างแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเหตุเพลิงไหม้บ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การรั่วไหลของสารเคมีและมลพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและไร่นา ตลอดจนเหตุการณ์สารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สูญหาย ซึ่งส่งผลกระทบสะเทือนต่อห่วงโซ่อาหาร สินค้าเกษตรขึ้นชื่อของจังหวัดอย่างส้มโอและทุเรียนปราจีนบุรีถูกคู่ค้าปฏิเสธการสั่งซื้อ ถือเป็นการทำลายรากฐาน "วัฒนธรรมข้าวและวัฒนธรรมน้ำ" ของชาวปราจีนบุรีอย่างหนัก 

เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ เครือข่ายวิชาการและภาคประชาชนปราจีนบุรีได้ยื่นข้อเสนอทางนโยบายด่วนต่อรัฐบาล 3 ข้อด้วยกัน 

เริ่มต้นด้วยการเสนอให้สั่งหยุดการขยายตัวทันที โดยให้ชะลอและระงับการออกใบอนุญาตเปิดโรงงานประเภท 101, 105 และ 106 ในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ โดยทันที ถัดมาคือเสนอให้มีการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด โดยตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งพิเศษ คสช. นอกผังเมืองอย่างจริงจัง และข้อสุดท้ายคือการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง โดยบังคับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ EEC กลับไปบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างในพื้นที่ 3 จังหวัดเดิมให้เรียบร้อย โดยไม่ใช้วิธีผลักภาระขยะพิษออกนอกพื้นที่อีกต่อไป
 
การปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาล ว่าจะยอมรับฟังข้อมูลวิจัยและเสียงสะท้อนของประชาชนที่ต้องสังเวยชีวิตและสิ่งแวดล้อม หรือจะยังคงหลับตาข้างเดียวปล่อยให้นโยบายการพัฒนาเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนบนความทุกข์ยากของคนในพื้นที่ต่อไป 

มานิตย์ สนับบุญ 081 -5583238 / ปราจีนบุรี