IN NEWS

ชี้สัมพันธ์ไทย-เมียนมาหนุนความมั่นคง 'พลังงาน'ลุยต่อสัญญาก๊าซลดความเสี่ยง



กรุงเทพฯ-วันนี้ (วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2568) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน กรณีกับเมียนมานั้น มีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และพลังงาน โดยความร่วมมือด้านพลังงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องมีส่วนสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารต้นทุนการผลิตของประเทศ

ล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้หารือกับ H.E. Mr. Ko Ko Lwin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานเมียนมา เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศให้เดินหน้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ การซื้อขายก๊าซ และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า

นางสาวรัชดา กล่าวว่า เมียนมาเป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญของไทยมาเกือบ 40 ปี โดยก๊าซจากแหล่งยานดานาและซอติก้า เคยมีสัดส่วนรวมกว่า 15–20% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศ ก๊าซเหล่านี้มีความสำคัญทั้งต่อการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ในการหารือครั้งนี้ มีการพิจารณาการต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซที่ใกล้หมดอายุ และหารือโอกาสลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมใหม่ เช่น แหล่ง A6 ซึ่งมีศักยภาพการผลิตและส่งก๊าซผ่านท่อมายังประเทศไทย เป็นการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยจะมีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านพลังงานฉบับใหม่ เพื่อวางกรอบความร่วมมือระยะต่อไป

“ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน ก๊าซธรรมชาติเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้าของไทย การมีแหล่งพลังงานที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และมีทางเลือกมากขึ้น ช่วยให้ประเทศสามารถบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าไฟ ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย รวมถึงความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว” นางสาวรัชดากล่าว

ย้ำสัมพันธ์ไทย-เมียนมาต้องมองรอบด้าน 

นางสาวรัชดา ยังได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนกังวลต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับเมียนมา และแสดงความไม่เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาลไทยในการให้การต้อนรับนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ว่า รัฐบาลเข้าใจดีว่าอาจมีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้  อย่างไรก็ตาม เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันนั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และผลที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไม่ควรพิจารณาเฉพาะมิติทางการเมือง เนื่องจากหลายปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย เป็นปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องมีช่องทางการพูดคุย การประสานงาน และความร่วมมือระหว่างกัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมายาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ทำให้ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการปราบปรามยาเสพติด การกวาดล้างสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 และปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน หากไทยและเมียนมาไม่พูดคุยหรือสร้างความร่วมมือระหว่างกัน ก็ยากที่จะผลักดันให้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การดำเนินความสัมพันธ์กับเมียนมายังมีมิติด้านเศรษฐกิจและพลังงาน โดยเมียนมาเป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญของไทย ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีการหารือถึงการต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใกล้สิ้นสุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า  การรักษาความสัมพันธ์กับเมียนมาไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องเห็นด้วยกับทุกเรื่อง หรือยอมรับทุกท่าทีของอีกฝ่าย แต่หมายถึงการรักษาช่องทางและกลไกที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเจรจา ผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ แก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบกับประชาชน

ขอย้ำว่ารัฐบาลดำเนินความสัมพันธ์กับเมียนมาโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเป็นหลัก โดยจะร่วมมือในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เจรจาในเรื่องที่เป็นปัญหา และยืนยันหลักการของไทยในเรื่องที่มีความเห็นต่าง

“การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนไทย ขณะเดียวกัน การเมืองที่มีความรับผิดชอบ ควรทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน การเห็นต่างสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ควรทำให้สังคมได้เห็นทั้งปัญหา ประโยชน์ และโอกาสของประเทศ มิฉะนั้นก็จะพูดเพียงด้านเดียว ด้านที่เห็นต่าง จนมองข้ามด้านที่เป็นประโยชน์”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว