ECON & BIZ
'พิพัฒน์'เผยแผนพัฒนาคมนาคมปี2570 ลุย262โครงการปี71-73อีก51โครงการ
กรุงเทพฯ-“พิพัฒน์” บรรยายพิเศษ “แผนพัฒนาด้านคมนาคมของประเทศไทย” แก่ผู้บริหารหลักสูตร ปรม. รุ่นที่ 25 สถาบันพระปกเกล้า ชี้การพัฒนาคมนาคมยุคใหม่ต้องมองมากกว่าการสร้างถนน–รถไฟ–ท่าเรือ–สนามบิน แต่ต้องเป็นเครื่องมือบริหารประเทศ เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ลดต้นทุนประชาชน กระจายโอกาสสู่ภูมิภาค และสร้างความสามารถในการแข่งขัน วางระบบรางเป็นโครงข่ายหลัก ถนนเป็น Feeder เชื่อมบก–ราง–น้ำ–อากาศอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
เมื่อ14 สิงหาคม 2569 เวลา 17.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แผนพัฒนาด้านคมนาคมของประเทศไทย” แก่ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 25 ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า โดยถ่ายทอดแนวคิดการบริหารและทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ระบบคมนาคมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาคมนาคมในวันนี้ไม่สามารถมองเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นรายโครงการ แต่ต้องมองเป็น “ระบบเดียวกันทั้งประเทศ” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดเป้าหมายให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเดินทางและขนส่งสินค้าได้อย่าง “สะดวก รวดเร็ว ตรงเวลา ราคาสมเหตุผล เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยบูรณาการการทำงานของ 23 หน่วยงาน ครอบคลุมการเดินทางและขนส่งทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ
นายพิพัฒน์เน้นว่ากระทรวงฯ ปรับแนวคิดจากการพัฒนาแบบแยกส่วน ไปสู่การเชื่อม บก–ราง–น้ำ–อากาศ ให้เป็นระบบเดียวกัน โดยวางระบบรางเป็นโครงข่ายหลัก และใช้ระบบถนนและขนส่งสาธารณะเป็น Feeder เชื่อมประชาชนจากชุมชนเข้าสู่ระบบหลัก พร้อมยกระดับการขนส่งทางน้ำและทางอากาศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค” และเพื่อให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการลงทุนสำคัญในปี 2570 จำนวน 262 โครงการ และในช่วงปี 2571–2573 มีแผนพัฒนาโครงการใหม่อีก 51 โครงการ เป็นต้น
ด้านระบบราง กระทรวงฯ วางเป้าหมายให้เป็นแกนหลักของการเดินทางและขนส่งในอนาคต ทั้งการพัฒนารถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รถไฟสายใหม่เชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน และรถไฟความเร็วสูง ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบ Feeder ควบคู่กัน ทั้งรถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และระบบขนส่งอื่น พร้อมเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก. สู่ EV Bus พัฒนา EV Boat และ Smart Pier ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม อีกทั้งรถไฟทางคู่เพิ่มความตรงต่อเวลาและประสิทธิภาพในการขนส่ง ขณะที่เส้นทางใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และ บ้านไผ่–มุกดาหาร–นครพนม จะขยายโครงข่ายไปสู่ สปป.ลาว และเชื่อมโยงต่อไปยังจีนในอนาคตให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
ด้านถนน มุ่งสร้างโครงข่ายมอเตอร์เวย์ ทางด่วน และถนนสายหลัก–สายรอง ให้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ทั้งโครงการพระราม 2, M6 กรุงเทพฯ–นครราชสีมา, M8 นครปฐม–ปากท่อ, M5 รังสิต–บางปะอิน ตลอดจนการแก้ปัญหาจุดเชื่อมต่อ M6 และ M9 บริเวณบางปะอิน เพื่อแก้คอขวดและลดเวลาการเดินทางในระยะยาว ยังมีการวางโครงข่าย MR-Map อาทิ MR1 นครสวรรค์–สุพรรณบุรี–นครปฐม–สมุทรสาคร และ MR10 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและการขนส่งในอนาคต
ด้านการขนส่งทางน้ำ เร่งพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าจาก 11.10 ล้าน TEU เป็น 18.10 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อภายนอกท่าเรือให้รองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ สำหรับแนวคิดพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกเพื่อเชื่อมโยง BIMSTEC นายพิพัฒน์ย้ำหลักสำคัญของการบริหารโครงการขนาดใหญ่ว่า ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศกับผลกระทบต่อชุมชน ให้การพัฒนาเกิดประโยชน์ร่วมกันและได้รับการยอมรับจากพื้นที่
ด้านการขนส่งทางอากาศ สนามบินสำคัญหลายแห่งเริ่มมีความแออัดในช่วงเวลา Peak Hour ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ โดยแผนสำคัญประกอบด้วยการขยายสุวรรณภูมิจาก 60 ล้านคน เป็น 70 ล้านคนต่อปี และในระยะต่อไปให้รองรับประมาณ 120–130 ล้านคนต่อปี พัฒนาดอนเมือง ระยะที่ 3 รวมถึงขยายสนามบินภูเก็ตจาก 12.5 ล้านคนเป็น 18 ล้านคนต่อปี และเชียงใหม่จาก 8 ล้านคนเป็น 20 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผนสนามบินแห่งใหม่ ได้แก่ สนามบินอันดามันและสนามบินล้านนา เพื่อรองรับความต้องการในระยะยาว
นายพิพัฒน์กล่าวในช่วงท้ายว่า การลงทุนด้านคมนาคมต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนว่า สามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เชื่อมเมืองกับภูมิภาค และทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการของรัฐได้ดีขึ้น นั่นคือผลลัพธ์ที่การลงทุนภาครัฐต้องส่งมอบให้ประชาชน
